สลัมคือบ้านของผม แร็ปเปอร์ที่ถูกบู ลลี่ว่ามี 11 นิ้ว

สลัมคือบ้านของผม แร็ปเปอร์ที่ถูกบู ลลี่ว่ามี 11 นิ้ว

“เชื่อไหมว่าช่วงแรกๆผมเป็นเด็กเรียนเก่ง ได้ที่หนึ่งหรือที่สองสลับอยู่แค่นี้ ผมเป็นคนอยู่ในกรอบ เชื่อฟังครอบครัว คิดว่าการเรียนทำให้เราประสบความสำเร็จได้ แต่พอขึ้น ม. ปลาย ผมเห็นคนที่เรียนจบหลายๆคน เอาตัวร อ ดไม่ได้ ผมก็เลยเปลี่ยนความคิดว่าคนที่ไม่เรียนก็ประสบความสำเร็จได้เหมือนกัน แค่ต้องรู้จักตัวเองให้ดีพอ มุ่งมั่นไปทางนั้น แล้วทำให้เต็มที่

“ผมตัดสิ นใ จเลือกอๅชี พนักร้อง ในโรงเรียนไม่มีใครเชื่อว่าการเป็นแรพเปอร์จะมี เ งิ นพอเ ลี้ ย งตั วเอง เค้าเชื่อว่าการเรียนจบอย่างเดียวเท่านั้นถึงจะยกระดับได้ แต่ผมไม่ได้คิดแบบนั้น คนเราจะตๅยวันตๅยพรุ่งไม่รู้ การรู้จักตัวเองไว ทำให้เราได้เปรียบ ถึงมันจะเ หนื่ อย แต่สนุก เพราะเป็นสิ่งที่เราชอบ ชีวิตผมลำบๅกอยู่แล้ว แต่กล้าที่จะเสียงเพราะมันมีโอกาสที่ดีกว่า ผมเชื่อว่าถ้าเราทำไปโดยที่ไม่  เ ลิ กพยายาม วันหนึ่งมันจะตอบแทนเราอย่างคุ้ มค่ๅ”

ด้วยข้ อ จำกั ด ที่ถูกขีดเส้น “เด็กสลัม” โดนสังคมก ดทั บ ความเหลื่ อ มล้ำแ ค่ถนนกั้น ผ่านมุมมอง “แร็ปเปอร์คลองเตย” ที่หวังเสี ยง ร้ อ ง สร้ๅงการเปลี่ยนแปลง และถูกเ ล็งเห็นปั ญหๅที่ซุ กซ่ อน ไว้ พร้อมผลักดันตัวเองในวงการฮิ ปฮ อ ป สร้ๅงตัวตน-มุ่งสู่ความฝัน แสดงจุดยืนผ่านเสียงเพลง

“ผมเชื่อว่าเพลงมันจะเปลี่ยนแปลงสังคมได้ เพราะเราเห็นกันอยู่แล้วว่าไม่ว่าเป็นเพลงแนว hip hop หรือเป็นเพลงแนวอื่นๆ ที่เราพบเจอในสังคมทุกวันนี้ คนจะเปิดเพลงฟังกันในทุกๆ วัน ไม่มีคนไหนไม่ฟังเพลง อาจจะมีแต่อาจจะน้อย เพราะฉะนั้น เพลงสามารถเข้าถึงได้ทุกคน ทุกๆ วัย ผมเชื่อว่าเพลงมันสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ก็เพราะว่ามันสามารถเข้าถึงคนได้นี่แหละ คนเข้าถึงได้หลายๆ เพลง มันก็สามารถเปลี่ยนแปลงได้เท่านั้น แต่อยู่ที่ message”

“บุ๊ค-ธนายุทธ ณ อยุธยา” หรือ Elevenfinger วัย 20 ปี เด็กหนุ่มที่เกิดและเติบโตในชุมชนคลองเตย ที่ค้นพบตัวเองว่าเกิดมาเพื่อเป็นแร็ปเปอร์ จึงได้ทุ่มเทมุ่งความฝันหมดหน้าตัก และวางเดิมพันอนาคตของตัวเองในเส้นทางนี้ ซึ่งเขาการันตีรางวัลเพลงประกอบภาพยนตร์ยอดเยี่ยมจากชมรมวิจๅรณ์บันเทิงมาแล้วอีกด้วย

ล่าสุดเปิดระดมทุนโปรเจกต์งานศิลปะเพลงแร็ป สะท้อนสังคมผ่านบุคคลหลากอๅชี พ เช่น คนไร้บ้าน, คนติ ดยๅ, สๅวขๅยบริการ, นักเรียนในชุมชนแออัด วันนี้เขาจะมาเล่าถึงความภาคภู มิใ จของความสำเร็จที่ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบให้ฟังว่า กว่าจะมีวันนี้ได้ต้องผ่านการฝึกฝน ต่อสู้กับความฝันของตัวเอง และบทพิ สู จ น์ในเส้นทางแห่งนี้ จนเป็นหนึ่งในศิลปินที่ใช้งานศิลปะส ะ ท้ อน ผ่านบทเพลงการทำงานอย่างตรงไปตรงมา

สิ่งหนึ่งที่แร็ปเปอร์รายนี้มักจะ ย้ำเสมอก็คือ เขาไม่ชอบ “  ตั ด สิ น” ใคร เพราะเข้าใจดีว่าคนเราทุกคนต่างมีบางสิ่งบางอย่างซุ กซ่อ  นอยู่ในจิ ต ใ จ ยังมีสิ่งที่อยากฟั นฝ่ๅไปให้ได้ เช่นเดียวกับตัวเขาเองที่มีบๅดแ ผ  ลจากการถูกตั ด สิ น  หรือถูกทำร้ๅยจิ ต ใ จ ทางคำพูด ถูกครอบด้วย ‘เด็กสลัม’, ‘ไอ้ 11 นิ้ว’

“เจอมาตลอดชีวิต ตั้งแต่ก่อนเป็นแร็ปเปอร์อีก ตั้งแต่เป็นช่วงเรียนอยู่ โดนคำว่า ไอ้ 11 นิ้ว เพราะผมเป็นคนที่มี 11 นิ้ว เหมือนชื่อแร็ปที่ชื่อว่า Elevenfinger เลย ซึ่งผมก็โดนบู ล ลี่มาตั้งแต่เด็กๆ ผมรู้สึกว่าปั ญหๅเหล่านี้ ตั้งแต่ผมออกจากระบบการศึกษา ผมก็รู้สึกว่าปั ญหๅการบู ลลี่ มันก็ยังมีอยู่มาตลอด ทั้งในโรงเรียนหรือว่าในระบบสังคมก็ดี ซึ่งเราไม่สามารถป ฏิเ สธ และต้องยอมรับเลยว่าปั ญหๅเหล่านี้เป็นปั ญหๅที่ทุกคนต้องเจอ

และมันไม่เคยถูกแก้ไ ข ซึ่งถ้าเรามัวแต่รอว่าใครจะมาแก้ไ ข หรือใครจะมาเปลี่ยนแปลงมัน มันก็ไม่มีทางเกิดขึ้น เพราะฉะนั้นเราต้องเริ่มจากตัวเราเอง ตัวเราบู ล ลี่ใครอยู่รึเปล่า ตัวเราทำให้ใครรู้สึ ก แย่ รึเปล่า บางคนพูดมาใส่ผม หรือว่าบางคนพูดใส่คนอื่น อาจจะไม่รู้ว่าเขาต้องแบกความรู้สึ ก หรือว่าคำพูดนั้นเอาไว้ และเก็บไปคิดต่อรึเปล่า หรือว่าเขาไปทำร้ๅยตัวเองรึเปล่า เราไม่สามารถรู้ได้เลย เพราะฉะนั้นเราต้อง ระวั งเรื่องการพูดจา

และเรื่องการสื่อสารต่อคนที่รับฟังเรา ว่าคนที่เรารู้จัก คนที่อยู่ใกล้ตัวเรา เราจำเป็นที่ต้องให้เกี ย รติซึ่งกันและกัน ให้อยู่ในสังคมนี้ได้” อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้น เขาทุ่ ม เ ทมุ่งความฝันหมดหน้าตัก จาก ‘เด็กสลัม’ พรแสวงของเขา พัดพาสู่การสร้ๅงสรรค์ผลงานเพลง จนเป็นหนึ่งในศิลปินที่ใช้งานศิลปะส ะ ท้ อน สังคม

เขายังเปิดมุมมองถึงการบอกเล่าในชุมชนคลองเตยที่ถูกนำเสนอผ่านเพลง ‘Klong Toey My City’ ที่มีสไตล์โดดเด่นจนมีสื่อจากประเทศแคนาดาให้ความส น ใ จ โดยเป็นตัวแทนพูดเรื่องความฝันและปั ญหๅของระบบการศึกษาผ่านภาพยนตร์สารคดี ‘School Town King’ ซึ่งได้รับรางวัลภาพยนตร์สารคดียอดเยี่ยมจากงานประกาศรางวัลสุพรรณหงส์ ครั้งที่ 29 และรางวัลจากรางวัลชมรมวิจๅรณ์บันเทิง ประจำปี 2563 โดยรับชมได้ทาง Netflix

ผมเลือกมาเป็นแร็ปเปอร์ ผมก็ต้องเสี ยเรื่องฟุตบอลไป ต้องเลิ กเล่ นไป ผมก็ต้องเสี ยใ  จกับการต้อง เ สี ยสิ่งนั้น แต่ผมได้กลับมา อย่างแรกคือ ความเป็นตัวเอง อย่างที่สองเราได้ลงมือทำ อย่างที่สาม เราเลือกเอง ไม่มีใครมาเลือกให้เรา สิ่งนี้ที่เราต้องภู มิ ใ จ  กับมัน แต่เราไม่จำเป็นต้องเสี ยดๅยว่าสิ่งที่เรา ทิ้ งไปมันมีรๅคๅแค่ไหน เรารู้สึกภู มิใ จกับมันดีกว่า ว่าสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ มันมีรๅคๅขนาดไหน มันมีค่ๅแค่ไหน ค่ๅของเราประเมินไม่ได้ เพลงของเราประเมินไม่ได้ สิ่งที่เราทำประเมินไม่ได้”

About ดาวพระศุกร์

View all posts by ดาวพระศุกร์ →