X

ถึงจะแพง แต่ก็ไม่ได้มีดีแค่สวยอย่างเดียวเพราะ

Smeg

จากตระกูลช่างตีเหล็ก สู่เครื่องใช้ในครัวราคาหลักแสน

 

รู้จัก Smeg จากตระกูลช่างตีเหล็ก สู่เครื่องใช้ในครัวราคาหลักแสน ถ้าจะบอกว่ามีแบรนด์หนึ่งที่สามารถตั้งราคาตู้เย็นได้หลักแสนรวมไปถึงของใช้ชิ้นเล็กๆ อย่างเครื่องปิ้งขนมปัง ราคาหลักหมื่นพอเห็นแล้ว หลายคนคงคิดว่า น่าจะขายได้ยาก

แต่ไม่ใช่กับ Smeg แบรนด์เครื่องใช้ในครัวจากประเทศอิตาลีที่มีประวัติมาอย่างยาวนาน ผสมผสานกับการออกแบบที่เป็นเอกลักษณ์ทำให้แม้ว่าราคาสินค้าจะสูงแค่ไหน

แต่กลับมีกลุ่มลูกค้าที่ยอมจ่ายอยู่เรื่อยๆแล้ว Smeg สามารถทำแบบนั้นได้อย่างไร?จุดเริ่มต้นของ Smeg เกิดขึ้นเมื่อกว่า 70 ปีก่อน ณ เมือง Guastalla ซึ่งอยู่ทาง

ตอนเหนือของประเทศอิตาลีแบรนด์นี้มีผู้ก่อตั้ง คือ คุณ Vittorio Bertazzoni ในปี 1948โดยคำว่า “Smeg” มีย่อมาจาก Smalterie Metallurgiche

Emiliane Guastalla แปลว่า โรงงานเคลือบโลหะ จากเมือง Guastalla ในจังหวัด Reggio Emiliaเนื่องจากตระกูลของคุณ Vittorio Bertazzoni

เป็นช่างตีเหล็กมาก่อน มีประสบการณ์ทำงานเกี่ยวกับโลหะมาอย่างยาวนานในช่วง 10 ปีแรกของ Smeg จึงเน้นไปที่การเคลือบโลหะต่อมา Smeg ก็ค่อยๆ ขยายประเภท

ของผลิตภัณฑ์ มาสู่อุปกรณ์ภายในห้องครัวโดยสินค้าชิ้นแรกของกลุ่มนี้ คือ “เตาทำอาหาร” ซึ่งวางจำหน่ายในปี 1956ความพิเศษของเตารุ่นนี้ คือ เป็นเตาแก๊สและเตาอบ

ที่มีวาล์วนิรภัย รวมถึงมีโปรแกรมการปรุงอาหารอยู่ในตัวการเปิดตัวสินค้าของ Smeg เรียกได้ว่าเลือกช่วงเวลาได้อย่างประจวบเหมาะเพราะตรงกับช่วงที่เศรษฐกิจกำลังเฟื่องฟู
และผู้คนต้องการความสะดวกสบายมากขึ้น หลังจากผ่านความยากลำบากในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2สินค้าของ Smeg จึงกลายเป็นสิ่งที่ตอบโจทย์ ทำให้แบรนด์เริ่มมีชื่อเสียง

และเป็นที่รู้จักมาตั้งแต่ตอนนั้นหลังจากนั้น Smeg ก็ได้เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง ทั้งเครื่องซักผ้า เครื่องล้างจาน รวมถึงการทำเตาอบแบบ Built-inซึ่ง

ก็เรียกได้ว่าประสบความสำเร็จแทบทุกชิ้นเพราะมีการเสริมทั้งด้านนวัตกรรม และจับกระแสความต้องการของลูกค้าได้อย่างถูกต้องเมื่อทำธุรกิจในสายการผลิตเครื่องใช้ในบ้านมา

ได้สักพักSmeg ก็เริ่มขยายไปสู่เส้นทางใหม่ๆ เช่นSmeg Foodservice Solutions ผลิตภัณฑ์ที่มาตอบโจทย์ธุรกิจร้านอาหารหรือ Smeg Instruments ผลิตภัณฑ์ที่ใช้ใน

การทำความสะอาด กำจัดเชื้อโรคด้วยความร้อนนอกจากเรื่องความหลากหลายของสินค้าแล้ว Smeg ยังต้องการขยายไปจับกลุ่มลูกค้าใหม่ด้วยSmeg จึงร่วมมือกับสถาปนิก

และดีไซเนอร์ชื่อดัง หลายๆ คนของอิตาลีเพื่อออกแบบและปรับรูปลักษณ์ของเครื่องใช้ในห้องครัวและแล้วในปี 1997 Smeg ก็ได้เปิดตัว ตู้เย็น 50’s Retro รุ่น FAB ที่กลาย

เป็นสไตล์ที่เป็นเอกลักษณ์ และเป็นรุ่น ICONIC ของแบรนด์ มาจวบจนถึงปัจจุบันนี้นอกจากในปี 2012 Smeg ก็ได้เปิดตัวตู้เย็นรุ่น FAB28 Denim Fridgeซึ่งเป็นตู้เย็นที่คลุม

ด้วยผ้ายีนส์ ซึ่งไม่เคยมีแบรนด์ไหนทำมาก่อนและจุดนี้เองที่ทำให้ Smeg โดดเด่นออกมาจากแบรนด์เครื่องครัวอื่นซึ่งปัจจุบันแบรนด์ ก็ยังชูเรื่องการดีไซน์ มีการร่วมออกแบบกับ

ดีไซเนอร์อยู่ตลอดอย่างในปี 2016 Smeg ก็ได้ร่วมมือกับแบรนด์หรูอย่าง Dolce & Gabbana โดยการนำแพตเทิร์น อันเป็นเอกลักษณ์ของ Dolce & Gabbana มาเป็นลวด

ลายของเครื่องใช้ของ Smeg พอเป็นแบบนี้ จึงไม่น่าแปลกใจว่าราคาสินค้าจะสูงกว่าแบรนด์ในท้องตลาดอื่นเพราะ Smeg ไม่ได้ขายฟังก์ชันของเครื่องใช้เพียงอย่างเดียว

แต่เป็นการขาย “ผลงานศิลปะ” ที่นอกจากจะสวยแล้วยังใช้งานได้ด้วยและยิ่งประกอบกับ เรื่องราวประวัติศาสตร์อันยาวนานของ Smeg ก็ยิ่งทำให้แบรนด์สร้างมูลค่าให้กับสินค้า

ได้มากขึ้นไปอีก โดยในปี 2019 รายได้ของ Smeg อยู่ที่เกือบ 18,000 ล้านบาท เรื่องของ Smeg จึงเป็นหนึ่งในกรณีศึกษาที่น่าสนใจไม่ว่าเราจะทำแบรนด์อะไร เราก็ต้องหา

เรื่องที่เราสามารถโดดเด่นจากคนอื่นเหมือนกับ Smeg ที่อาจไม่ได้แข่งกับคนอื่น ในด้านความล้ำของเทคโนโลยีแต่กลับใช้ความคลาสสิก และความเป็นศิลปะ มาเป็นจุดเด่น
ซึ่งผลสุดท้าย แบรนด์ก็สามารถประสบความสำเร็จได้ไม่แพ้กัน..