CELINE จากร้านทำรองเท้าเล็กๆ สู่แบรนด์ระดับโลกติด TOP 5

เปิดประวัติ CELINE จากร้านทำรองเท้าเล็กๆธรรมดา สู่ แบรนด์ระดับโลกติด TOP 5 แบรนด์ชั้นนำ

 

หากจะพูดถึง CELINE (เซรีน) แบรนด์ดังจากประเทศฝรั่งเศส แน่นอนว่าเราคงต้องนึกถึงกระเป๋าหนังที่มี DNA เฉพาะแบบ มีความเรียบหรู ความคลาสสิค หรือสามารถนึกถึงเสื้อผ้าผู้หญิงที่มีความทันสมัย มินิมอล ที่เน้นความคล่องตัว ไม่ได้มีดีไซน์ที่หวือหวามากนัก ซึ่งในปัจจุบัน CELINE ก็เป็นอีกหนึ่งแบรนด์ที่อยู่ภายใต้การบริหารของกลุ่ม LVMH (Moët Hennessy – Louis Vuitton) ซึ่งเป็นอาณาจักรที่รวมสินค้าแบรนด์หรูระดับ HI-END เราจะพาท่านไปพบกับเรื่องราวของแบรนด์เครื่องหนังที่มีมูลค่าบริษัทติด TOP 5 สูงสุดของโลก และเรื่องราวเส้นทางอันน่าสนใจของ ประวัติแบรนด์ CELINE

CELINE ยุคเริ่มเเรก
ประวัติแบรนด์ CELINE เกิดขึ้นในปี 1945 โดยมาดาม เซลีน วิเพียน่า (Ćeline Vipiana) เเละ ริชาร์พ (Richarp) สามีของเธอ ซึ่งในตอนนั้นยังเป็นร้านผลิตรองเท้าเล็กๆ สำหรับเด็ก ฝั่ง Left Bank ของกรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส จากการดูเเลของ Ćeline ทำให้ เเบรนด์ประสบความสำเร็จ ได้รับความนิยม จนต้องขยายร้านเเละสาขาในปี 1948

หลังจากได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นก็ได้มีการพัฒนา จากที่ทำรองเท้าเด็กก็เริ่มผลิตเสื้อผ้าสำหรับผู้หญิง เน้นสไตล์เรียบหรู ดูดี ใส่ได้ ทุกวัน และเสื้อผ้าสำหรับผู้หญิงที่ชอบเล่นกีฬา เพิ่มสินค้าพวกเครื่องหนัง กระเป๋า รองเท้าสำหรับผู้ใหญ่ เข็มขัด ถุงมือ และในปี 1964 เธอได้เปิดตัวสินค้าประเภทน้ำหอมคอลเล็คชั่น “Vent Fou” ด้วยกลิ่น Galbanum Jusmine และ Rose ซึ่งไ้ด้รับความนิยมเป็นอย่างมากในขณะนั้นหลังจากความสำเร็จในส่วนของน้ำหอม CELINE ได้เปิดตัวเครื่องประดับคอลเลคชั่น “American Suilky” ตามมา ซึ่งกระแสตอบรับของสินค้าดีเกินคาด จนกลายเป็นสินค้าหลักของแบรนด์ จากความสำเร็จนี้ทำให้แบรนด์ CELINE เริ่มเปิดร้านบูติกใหม่ในต่างประเทศ เพื่อเจาะกลุ่มลูกค้าในเมืองใหญ่ๆ อย่างเช่น เมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ฮ่องกง เเคนาดา เป็นต้น

ในปี 1987 CELINE ก็ถูกซื้อกิจการโดย เบอร์นาร์ด ออร์เนิร์ล (Bernard Arnault) ประธานกลุ่ม LVMH ในขณะนั้น เพื่อเข้ามาบริหารร้านค้ากว่า 89 แห่ง ซึ่งในช่วงแรกๆ นั้น การออกแบบสินค้าทั้งหมดของแบรนด์ ยังคงเป็น Ćeline Vipiana หัวเรือใหญ่ในการดีไซน์สินค้า และให้ ไมเคิล คอร์ (Michael Kors) มาเป็นนักออกแบบร่วม จนกลายเป็นแบรนด์แฟชั่นมาแรงในปี 1990 ก่อนที่ Ćeline Vipiana จะเสียชีวิตในปี 1997 ด้วยอายุ 84 ปีหลังจากนั้น ไมเคิล คอร์ (Michael Kors) ก็ได้เลื่อนขั้นเป็นดีไซน์

หลักของแบรนด์ต่อจาก Ćeline Vipiana ซึ่งเขาได้ถ่ายทอดลักษณะของแบรนด์ออกมาในรูปแบบความหรูหรา คล่องตัว แต่ยังคงความนุ่มนวลไว้ โดยมีนางแบบคู่บุญ แมกกี้ ไรซ์เซอร์ (Maggie Rizer) มาคอยสวมใส่เสื้อผ้าสไตล์มินิมมอลของเขา ก่อนที่เขาจะลาออกเพื่อไปทำแบรนด์ของตัวเองในปี 2004

เมื่อ Michael Kors ลาออกไป ทางกลุ่มบริหาร LVMH ก็ได้ส่ง โรแบตโต้ เมนิเคททริ (Roberto Menichetti) นักออกแบบชาวอิตาลี เข้ามาเป็นผู้รับช่วงต่อถ่ายทอดแบรนด์ CELINE ในปี 2005 และ Ivana Omazic นักออบแบบชาวโครเอเชีย ในปี 2006 ซึ่ง Omazic เคยเป็นที่ปรึกษาและทำงานให้กับแบรนด์ Prada และ Miu Miu มาก่อน แต่ทั้งสองคนไม่สามารถทำให้แบรนด์ประสบความสำเร็จได้

แบรนด์ CELINE ภายใต้ผู้อำนวยการสร้างคนใหม่ ในปี 2008 อย่าง ฟีบิ ฟิลโล่ (Phoebe Philo) เปิดตัวด้วยชุดคอลเลคชั่น “Spring Summer 2010” ทำให้ ฟีบิ ฟิลโล่ (Phoebe Philo) ได้รับรางวัล Designer of the Year award จากสภาเเฟชั่นอังกฤษ ในปี 2010 และ รางวัล International Designer of the Year จากสภานักออกแบบแฟชั่นอเมริกา ในปี 2011 ได้จากผลงานการดีไซน์ผ่านแบรนด์ CELINEPhoebe Philo ถือเป็นผู้ที่ทำให้แบรนด์ CELINE ประสบความสำเร็จอีกครั้ง ผ่านผลงานการดีไซน์ที่ให้ความเก๋ ความเรียบโก้ และมินิมอล เหมือนกับที่ Ćeline Vipiana ได้เคยสร้างไว้ โดยให้ผู้หญิงสวมใส่ได้ทุกโอกาส พร้อมการตัดเย็บที่ละเอียดคมชัด ก่อนจะประกาศลาออก ในปี 2017 หลังเสร็จคอลเลคชั่น “Fall 2018”

CELINE กับความหมายใหม่
แบรนด์ CELINE ภายใต้หัวเรือคนใหม่ อย่าง Hedi Slimane ดีไซน์เนอร์ดังระดับโลกที่เข้ามาบริหารแบรนด์ในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายสร้างสรรค์ ในปี 2018 โดยเริ่มจากการปรับเปลี่ยนโลโก้ของแบรนด์ ด้วยการตัดเครื่องหมายกำกับเสียงแบบฝรั่งเศษ ที่ตัว E ตัวแรกออก จัดช่องไฟให้ชิดขึ้นเพื่อให้ดูสะอาดตา และทันสมัยมากขึ้น
ซึ่งโลโก้ตัวนี้เป็นการปรับเปลี่ยนจากอันเดิม ซึ่งเคยถูกใช้ในปี 1960 สลับไปมาอยู่ตลอด ก่อนจะถูกนำกลับมาใช้อีกครั้งในปี 1970 เเต่ในปี 1990 Michael Kors ก็ได้ปรับโลโก้ใหม่ ให้โมเดิร์นขึ้น ด้วยการเว้นความห่างช่องไฟมากขึ้น และไม่ใช้เครื่องหมายกำกับออกเสียง

แต่ในช่วงที่ Phoebe Philo เป็นดีไซเนอร์ที่แบรนด์ CELINE ก็ได้มีการปรับไปใช้โลโก้เดิม ที่มีเครื่องหมายกำกับที่ตัวอีก E อีกครั้ง และในปัจจุบัน เอดิ สลิมาน (Hedi Slimane) ที่เข้ามารับช่วงต่อก็ได้มีการลบรูปสินค้า โพสต์ต่างๆ และโลโก้แบบเดิมออกไปจาก Instagram ของแบรนด์ ก่อนจะโพสต์โลโก้ใหม่ พร้อมเเคปชั่นเล่าถึงความเป็นมาของตัวโลโก้ ซึ่งตัวโลโก้ใหม่นี้ทาง Hedi Slimane ปรับเปลี่ยนเพื่ออยากให้ละรึกถึงยุครุ่งโรจน์ของแบรนด์ในช่วงปี 1960นอกจากโลโก้ใหม่แล้ว Hedi Slimane ยังได้ส่งกระเป๋ารุ่นแรกที่ดีไซน์ผ่านแบรนด์จาก CELINE ออกมาให้ได้ชม ผ่านทางนักร้องระดับโลกอย่าง Lady Gaga ได้คล้องเป็นคนแรก และยังสั่งงดผลิตกระเป๋ารุ่น Trapeze ที่ดีไซน์โดย Phoebe Philo ดีไซเนอร์คนก่อนอีกด้วย ซึ่งกระเป๋ารุ่นนี้อาจจะกลายเป็นอีกหนึ่งสินค้า REAR ITEM ของทางแบรนด์ก็ได้เช่นกัน

นอกจากนี้ Hedi Slimane ยังได้เปิดสตูดิโอใหม่ในกรุงปารีส ไว้คอยตัดเย็บคอลเลคชั่นเสื้อเทเลอริ่ง (การตัดเย็บสูทโดยเฉพาะ) และขยายสาขาไปที่เซี้ยงไฮ้ มาดริด มิลาน ลอนดอน และลอสแองเจอลิสอีกด้วย Hedi Slimane ได้เปลี่ยนสไตล์ของแบรนด์จากความคลาสสิค มินิมอล เป็บแบบใหม่ ในสไตล์การออกแบบของเขาคอลเลคชั่นเปิดตัวด้วยเสื้อผ้า ชุดสูทผู้ชายสไตล์ม็อด (Mod) ที่แสดงถึงความเท่ โดยการได้แรงบันดาลใจมาจากเทคนิคการเเต่งตัวของจิ๊กโก๋ชาวอิตาเลียน อออกมาในลักษณะของชุดสูทสลิมฟิต ทางฝั่งเสื้อผ้าของผู้หญิงจะเป็นการหยิบยืมแรงบันดาลใจ ในปี 1980 ที่มีหมวกตาข่ายใบเล็ก ระบาย ไหล่หนา เลื่อม มาใช้ในการสร้างสรรค์ผลงาน และแออกมาโชว์ให้ได้ชมกันเมื่อ 28 กันยายน 2018 ผ่าน Paris Fashion Week Spring/Summer 2019 ที่ผ่านมา

ซึ่งงานดีไซน์ของ Hedi Slimane ถือว่าเเต่ต่างจากรูปลักษณ์ของแบนรด์ในอดีตที่ Phoebe Philo ดีไซเนอร์คนก่อนเคยสร้างไว้ หรือแม้แต่ผู้ก่อตั้งแบรนด์อย่าง Ćeline Vipiana ซึ่งทั้ง 2 สาวถ่ายทอดแบรนด์ในลักษณะของความเก๋ ความมินิมอล โดยไม่ได้เน้นการดีไซน์ที่หวือหวา แต่เน้นความเรียบหรู เป็นสิ้นค้าที่ใช้ได้กับทุกโอกาสแต่ในส่วนของ Hedi Slimane เขาได้เลือกถ่ายทอดออกมาแบบเก๋ เท่ แต่มีกลิ่นอายของ CELINE ในช่วงปี 1970 แบบสาวฮิปปี้ผสมผสานสไตล์ร็อกแอนด์โรลล์ในแบบที่เขาชอบดีไซน์อีกด้วย โดยเขาให้เหตุผลว่า การออกแบบควรมีเอกลักษณ์เป็นของตัวเองที่ดีไซน์เนอร์ ไม่ใช่ที่ตัวแบรนด์อย่างเดียวซึ่งส่วนตัวของ Hedi Slimane ก็เป็นดีไซเนอร์ที่มักจะโดนจับตามอง ด้วยความที่เวลาเขาไปอยู่แบรนด์ไหนก็มักจะปรับเปลี่ยนตัวแบรนด์ให้ต่างออกไปทำให้เขาโดนด่าอยู่บ่อยครั้ง เเต่ตัวสินค้าที่เขาดีไซน์นั้นกลับได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก

โดยเสื้อผ้าคอลเล็กชั่นล่าสุดที่เขาดีไซน์มีความพิเศษอยู่ตรงที่ หากผู้หญิงที่มีความชอบในรูปแบบของผู้ชาย หรือผู้ชายที่ชอบในรูปแบบของผู้หญิง เขาก็สามารถสั่งตัดให้กับผู้ที่สนใจได้ นอกจากเสื้อผ้าและกระเป๋าแล้ว Hedi Slimane ยังได้ปล่อยน้ำหอมตัวใหม่ Haute Parfumerie ผ่านการดีไซน์ของเขาออกมาซึ่งเป็นเวลากว่า 55 ปีเเล้ว ที่ทางแบรนด์ไม่ได้ปล่อยสินค้าประเภทน้ำหอมออกมาสู่ท้องตลาด Hedi Slimane ใช้เวลากว่า 1 ปี ในการพัฒนาน้ำหอมคอลเล็คชั่นนี้ ที่มีทั้งหมด 11 กลิ่น ซึ่งเป็นน้ำหอมที่สามารถ

ใช้ได้ทั้งผู้ชายและผู้หญิง ซึ่งได้วางจำหน่ายไปแล้วเมื่อเดือนตุลาคม 2019 ส่วนอีก 2 กลิ่นจะวางจำหน่ายภายในต้นปี 2020
นอกจากการดีไซน์เสื้อผ้าแล้ว CELINE ยังมี Brand Icon สำคัญ ที่ใครเห็นแล้วจะต้องคุ้นตานั่นก็คือ กระเป๋าถือ ซึ่งเรียกได้ว่ามีดีไซน์รูปทรงที่สุดแสนจะเป็นเอกลักษณ์ นอกจากนี้กระเป๋าถือของ CELINE ยังมีการเรียกไซต์แบบเฉพาะตัวอีกด้วยซึ่งมีทั้งหมด 5 ขนาดโดยประมาณ ได้แก่ Medium Shoulder Mini Micro Nano ไล่ลำดับขนาดใหญ่จนมาถึงขนาดที่เล็กสุด ซึ่งขนาดที่ได้รับความนิยมคือ Size Micro เนื่องจากขนาดกำลังพอเหมาะ ไม่เล็ก ไม่ใหญ่จนเกินไป

ประวัติแบรนด์ CELINE
แน่นอนกระเป๋าทุกยี่ห้อจะมี ICONIC BAG ประจำแบรนด์ ซึ่ง CELINE เองก็เช่นเดียวกัน กระเป๋าที่เป็นไอคอนนิกที่เรามักเห็นกันเสมอๆ ได้แก่ Celine Belt Bag และ Celine Luggage Bag ซึ่งในหลายคนมักจะคุ้นหูคุ้นตากันนี้กับ 2 รุ่นนี้แต่ยังมีอีกหลายๆ รุ่นที่เป็นที่ต้องการของบรรดาสาวๆ ทั่วโลก เช่น Celine Trapeze Bag ซึ่งปัจจุบันไม่มีผลิตขึ้นอีกแล้ว และอีกรุ่นที่กำลังเป็นที่นิยม คือ Celine Box Bag ซึ่งให้ความรู้สึกวินเทจ เรียบโก้ ถือว่าเป็น 1 ในรุ่นคลาสสิคของ CELINE เลยก็ว่าได้โดยปัจจุบัน Muse คนล่าสุดของแบรนด์ CELINE ก็คือนักร้องสาว K-pop เชื้อชาติไทย อย่างสาว ลิซ่า BLACKPINK หรือ ลลิษา มโนบาล ซึ่งตัวสาว ลิซ่า ได้รับเลือกให้เป็นหน้าตาของแบรนด์ตั้งแต้ต้นปี 2019 และได้เข้าร่วมชม CELINE Men Spring / Summer 2020 และ Celine Spring/Summer 2020 ที่ปารีส

ลิซ่า blackpink celine
Lisa Blackpinkปัจจุบัน แบรนด์ CELINE ภายใต้การดูแล โดย Hedi Slimane จะเน้นไปที่เสื้อผ้า กระเป๋า น้ำหอม จิวเวลรี่ และแอคเซนซอรี่ มากมาย ซึ่งถือเป็นอีกความท้าทายใหม่ของแบรนด์ ด้วยการปรับรูปลักษณ์และถ่ายทอดลักษณะของแบรนด์ใหม่ในแบบ rock and roll ตามสไตล์การออกแบบของดีไซเนอร์ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้แบรนด์กลับมาเป็นที่จับตามอง และเกาะกลุ่มผู้นำแบรนด์ Luxury อีกครั้ง