ตัดสิ้นใจออกงานประจำ มาทำตามความฝัน

เด็กบ้านนอกบ้านยากจน ที่ส่งตัวเองเรียนจนจบทำงานกราฟฟิก จนสุดท้ายลาออกมาทำตามความฝัน

มาริโอ้ โจ๊กสิ่งที่ใคร ๆ ก็อยากรู้ และมักจะเป็นคำถามแรกที่ถูกถามเสมอก็คือ ชื่อ “มาริโอ้ โจ๊ก” มาจากไหน ? ซึ่งเจ้าตัวก็มักจะตอบด้วยท่าทีนิ่ง ๆ ไม่เขินอาย

ว่า…เห็นหน้าก็รู้ว่าผมหล่อเหมือน มาริโอ้ เมาเร่อ… ด้วยความมั่นใจในความหล่อของหนุ่มสายฮาคนนี้ ไม่มีใครติดใจว่าเขาจะหล่อเหมือน มาริโอ้จริงหรือล้อเล่น แต่สนใจในตัวตนที่มีความคิดสร้างสรรรค์ สร้างผลงานของเขามากกว่า

สำหรับที่มาของชื่อ “มาริโอ้ โจ๊ก” จริง ๆ แล้วเขาบอกว่า ชื่อเล่น “โอ้” อยู่แล้ว ส่วน “โจ๊ก” มาจากคำว่า “โจ๊กเกอร์” ที่หมายถึงตลก ไม่ใช่ โจ๊กที่เป็น
อาหาร แต่ตัด “เกอร์” ออก เหลือแต่ “โจ๊ก” เพื่อให้เป็น “มาริโอ้ โจ๊ก” แต่ ๆ ๆ ๆ ยังไม่หมดแค่นั้น “มาริโอ้” มีที่มาจริง ๆ จาก “เกมมาริโอ้” เพราะเป็น

คนชอบเกมนี้มาก แต่สรุปแล้ว ไม่ว่าจะอะไร อย่างไร เขาก็คือ “มาริโอ้ โจ๊ก”ที่มีสโลแกนของความฮาว่า ยิ้มให้กว้าง ๆ หัวเราะให้ดัง ๆ เพราะนี่คือ โลกแห่งความฮา “มาริโอ้ โจ๊ก”

มาริโอ้ โจ๊กเส้นทางการทำงานของ “มาริโอ้ โจ๊ก”เริ่มต้นขณะที่ยังเด็กมาก ๆเพราะทางบ้านฐานะไม่ดีนัก ดังนั้นถ้าอยากเรียนหนังสือก็ต้องทำงาน จึงเริ่มรับจ้างล้างจานมาตั้งแต่อายุ 12 ขวบ ได้เงินวันละ 15 บาท 5 บาทแรกให้ตัวเองไปโรงเรียน 10 บาทที่เหลือให้พ่อแม่ ซึ่งเขาได้ทำงานไปด้วย เรียนหนังสือไปด้วยจน

กระทั่งอายุ 17 ปี เรียนจบชั้น ม.6 เริ่มรู้ว่าตัวเองอยากเป็นตลก อยากสร้างเสียงหัวเราะให้กับผู้คน และทันทีที่รู้ว่าความฝันของตัวเองเป็นอย่างไร ก็ตาม
หาความฝันทันที โดยเก็บเสื้อผ้าออกจากบ้าน ขับมอเตอร์ไซด์ไปกว่า 100 กม. เพื่อไปหา “นกน้อย อุไรพร” หมอลำเสียงอีสานที่ตัวเองชื่นชอบ ทันทีที่ได้พบ “แม่นกน้อย” ก็บอกทันทีว่า

“แม่ ผมอยากมาเป็นตลก ผมเก็บเสื้อผ้ามาแล้ว รับบ่รับผมบ่สน ผมสิไป”
ตลกหน้าตายใส่ซะขนาดนี้ “แม่นกน้อย” ก็รับเข้าร่วมวง แต่ความฝันที่ออกตามหาในครั้งแรก ไม่ได้เริ่มต้นขึ้นทันทีที่ได้เข้าร่วมวง เพราะยังต้องเรียนรู้อะไรอีกมาก

งานแรกที่ได้ทำในวงคือประจำอยู่ที่แผนกเสื้อผ้า ขนเสื้อผ้าให้กับหางเครื่อง 400 กว่าคน ทำหน้าที่นี้อยู่ 7 เดือน จึงได้ขึ้นเวทีเป็นตลกเป็นครั้งแรก

“มาริโอ้ โจ๊ก” หาประสบการณ์ชีวิตจากการเป็นตลกอยู่ 2 ปี จากนั้นได้กลับมาเรียนหนังสือต่อ เพื่อให้จบระดับปริญญาตรี ระหว่างที่เรียนนั้น เขาก็ยังคงทำงาน เพื่อส่งตัวเองเรียน งานสุจริตทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิต เขาพร้อมที่จะทำทุกอย่าง เด็กเสิร์ฟ เชฟพาสต้า พนักงานห้าง ฯลฯ ทำมาแล้วสารพัดงาน และเมื่อ

เรียนจบ ได้ทำงานตามสายที่เรียนมา คืองานออกแบบกราฟฟิค ได้เงินเดือนสามหมื่นกว่าบาท ชีวิตสบายกว่าเมื่อเป็นเด็กมากก็จริง แต่นั่นก็ไม่ใช่วิถีแห่งสายตลกอย่างเขา

สิ่งที่ “มาริโอ้ โจ๊ก” ชอบก็คือ ชอบให้คนมีเสียงหัวเราะ มีรอยยิ้ม เขาจึงทำคลิปลงในเฟซบุ๊กอยู่บ่อย ๆ และเมื่อเขาได้รู้ว่าการลงคลิปใน YouTube สร้างรายได้

ก็เริ่มสนใจอย่างจริงจังตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ยังไม่ค่อยมีคนทำกันเท่าไหร่ แต่ด้วยความเชื่อที่ว่าน่าจะทำรายได้ได้จริง ๆ จึงตัดสินใจลาออกจากงานมาเป็นยูทูปเปอร์

เต็มตัว แต่ช่วงปีแรกนั้นยังไม่ประสบความสำเร็จ ยังไม่รู้ว่าสิ่งไหนที่เหมาะกับตัวเองจริง ๆ จึงลองทำคลิปออกมาหลาย ๆ อย่าง แต่ในที่สุดก็ก็รู้ว่าคอนเทนต์ที่

เหมาะกับตัวเองก็คือใช้ความตลกแทรกเข้าไปในคลิป จึงประสบมากขึ้นเรื่อย ๆ จากการทำคลิปเลียนรายการ ล้อเลียนเพลง และในเวลาต่อมาเขาก็ทำให้เพลงดังมากขึ้นจากการล้อเลียนของเขาด้วย นับว่าเป็นความสำเร็จที่น่าทึ่งอย่างมาก

รายการที่ “มาริโอ้ โจ๊ก” เลียนแบบแล้วดังมาก ๆ คือการเลียนแบบรายการที่เขาชื่นชอบอย่าง มาสเตอร์เชฟ ต้องแสดงเป็นทุกคนในรายการ ต้องเปลี่ยนเสื้อผ้า

หน้าผมและคาแรคเตอร์ ให้ตรงกับบทที่แสดงให้มากที่สุด ซึ่งทั้งหมดก็ว่ายากแล้ว แต่ที่ยากไปกว่านั้นก็คือการเขียนบท ตัดต่อคลิปด้วยตัวเองทั้งหมด เพราะทีมงานมีเพียงแค่ตัวเขา และได้รับการสนับสนุนเสื้อผ้า เครื่องสำอาง เครื่องประดับจากแฟนของเขา

หลังจากออกจากงานประจำ การเป็นยูทูปเบอร์จึงเป็นอาชีพหลักของ “มาริโอ้ โจ๊ก” แต่สิ่งหนึ่งที่เป็นความฝันมาตั้งแต่เด็ก ๆ ก็คืออยากเป็นนักร้อง อยากมีเพลงเป็นของตัวเอง แม้ว่าเสียงจะไม่เพราะ แต่แค่อยากทำในสิ่งที่อยากทำ เมื่อทำงานเก็บเงินได้ จึงลงทุนทำเพลงของตัวเองทันที ด้วยคติประจำตัวที่ว่า “ฝันให้ไกล

ไปให้สุด” เพลงแรกที่ทำเป็นมิวสิควิดีโอออกมาเมื่อเดือน สิงหาคม 2019 คือเพลง “บล็อกกูสา Eพาก” แต่งเนื้อร้อง และทำนอง โดย “นิค สะเลอปี้” เพลงนี้ขึ้นหลัก 1 ล้านวิว ภายใน 1 วันเท่านั้นมาถึงวันนี้ยอดวิวใกล้ 80 ล้านวิวแล้ว แฟน ๆ ที่ติดตาม ชอบทั้งเพลง ชอบทั้งความฮา และแดนเซอร์ที่เห็นแล้วต้องร้องว๊าวววกับท่าเต้นผมแสกกลาง

มาริโอ้ โจ๊กหลังจากเพลงแรกประสบความสำเร็จ เพลงที่สองก็ตามมา นั่นคือเพลง “แม่ใช้ล้างถ้วย”ที่ฟีเจอริ่งกับ ศิลปินหมอลำดัง รำไพ แสงทอง เจ้าของเพลง เปรต(สัมภเวสี), ดวงใจทรพี, สู้เพื่อลูก, บ่อยากเฒ่า, ลูกฉันเป็นกะเทย ฯลฯ

เพลง “แม่ใช้ล้างถ้วย”มียอดวิว 1 ล้านวิว ภายใน 15 ชั่วโมงเท่านั้นเอง และปัจจุบันมียอดวิว 111 ล้านวิวแล้ว “มาริโอ้ โจ๊ก” เชื่อว่าที่เพลงของเขาดัง เพราะช่วงนี้คนชอบฟังเพลงแนวอินดี้ บ้าน ๆ การแต่งเพลงที่มาจากชีวิตประจำวัน ทำให้โดนใจแฟนเพลงได้ไม่ยาก เพลง “แม่ใช้ล้างถ้วย”จึงถูกแต่งขึ้นมาจาก
เรื่องง่าย ๆ ในการดำเนินชีวิตที่ผ่านมา นั่นคือแม่ใช้ให้ล้างจาน แต่ขี้เกียจทำ แค่นั้นเลย

แม่ใช้ล้างถ้วย”มาริโอ้ โจ๊ก” ไม่หยุดยั้งที่จะสร้างความสุขให้แฟน ๆ ที่ติดตามเขาทั้งจาก youtubeTiK TokInstagram และ Facebook ด้วยการทำคลิปต่าง ๆ ออกมาอย่างต่อเนื่อง และยังคงร้องเพลงที่เขารัก โดยเพลงล่าสุดที่ออกมาให้ฟังคือเพลง “แม่บักโคนัน”ที่ยอดวิวหลักหลายล้านแล้ว และเพิ่มขึ้นทุกวัน ๆ ซึ่งเพลงนี้

เป็นอีกเพลงที่ “มาริโอ้ โจ๊ก” คิดเรื่องราวของเพลงขึ้นมาเอง และนำไปบอกเล่าให้ “เนม สุรพงศ์” ผู้ซึ่งแต่งเนื้อร้องและทำนองเพลง กระทั่งได้เพลงที่มีจังหวะสนุก ๆ และเนื้อหาที่ยังคงความฮา

มาริโอ้ โจ๊กเมื่อถึงช่วงเวลาทำ มิวสิควิดีโอ “มาริโอ้ โจ๊ก”ได้เขียนบท กำกับการแสดง และร่วมเป็นนักแสดงเอง แม้ว่าจะเหนื่อย แต่เขาก็สนุกมาก เพราะงานนี้

ได้ชวนบรรดาคุณยายมาร่วมงานหลายคน เป็นความน่ารักของคนแก่ ที่เราไม่ค่อยได้เห็นกันในงานแสดงที่มีบรรดาคุณยายที่ไม่ได้มีชื่อเสียงจนเป็นที่รู้จัก มาเป็นตัวแสดงหลักแบบนี้ และแสดงกันได้ดีเสียด้วย

มาริโอ้ โจ๊ก”มาริโอ้ โจ๊ก” เลือกเส้นทางชีวิตตามทางที่ตัวเองรัก โดยไม่ท้อกับอุปสรรคที่เกิดขึ้นตลอดเวลา จึงทำให้เขาประสบความสำเร็จอย่างมากในวันนี้ และเขาก็เป็นตัวอย่างที่ดีสำหรับคนมีฝันทุกคน ที่แสดงให้เห็นแล้วว่าการเดินตามความฝันของตัวเองนั้น ทำได้เสมอแค่ลงมือทำตามฝันของเราเท่านั้นเอง