การซื้อชุดที่ใส่ไม่ได้จริง ในราคา “หลักแสน”

เสื้อผ้าดิจิทัลเป็นเทรนด์แฟชั่น แห่งอนาคต ปัจจุบัน การซื้อชุดที่ใส่ไม่ได้จริง ในราคา “หลักแสน”

 

เสื้อผ้าดิจิทัล ใส่ไม่ได้จริง แต่ทำไมเป็นเทรนด์แฟชั่น แห่งอนาคต ปัจจุบัน การซื้อชุดที่ใส่ไม่ได้จริง ในราคา “หลักแสน” อาจไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรและที่สำคัญ เรื่องนี้กำลังเป็นโอกาสทางธุรกิจ ที่หลาย ๆ บริษัทมองว่า จะมาแทนที่อุตสาหกรรม Fast Fashion

ทำไมธุรกิจเสื้อผ้าดิจิทัลถึงน่าสนใจ ?แล้วตลาดนี้จะกลายมาเป็นอุตสาหกรรมแห่งอนาคตได้หรือไม่ ? ถ้าหากพูดถึงการแต่งตัวในโลกออนไลน์ หลายคนอาจจะนึกถึง การแต่งตัวให้ตัวละครในเกม

แม้ว่า “สกิน” หรือ “เสื้อผ้า” ที่เราใส่ให้ตัวละครในเกม จะไม่ได้ช่วยให้ตัวละครของเราเก่งขึ้นแต่ถ้าหากว่ามันทำให้ตัวละครของเราสวยขึ้น ก็มีคนที่พร้อมจะจ่ายเงินเพื่อสิ่งนั้นอย่างไรก็ตาม เมื่อโลกก้าวเข้าสู่ยุคดิจิทัล

และหลาย ๆ ธุรกิจโดยเฉพาะธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับออนไลน์ เริ่มเข้ามามีบทบาทในชีวิตของมนุษย์มากขึ้นจากเดิมที่คำว่า Metaverse, Blockchain, NFTs หรือ Web 3.0 อาจรู้จักกันในกลุ่มเล็ก ๆ ก็กลายเป็นคำที่ใครๆ
ก็พูดถึงและกลายเป็นว่า “สังคมในโลกออนไลน์” ก็เข้ามามีบทบาทในชีวิตของมนุษย์มากขึ้นด้วยส่งผลให้หลายบริษัทที่จับเทรนด์ได้ก่อน เริ่มทำธุรกิจที่ในอดีตบางคนอาจยังไม่เข้าใจในขณะนั้นอย่าง The Fabricant

บริษัทที่ให้บริการด้านแฟชั่นดิจิทัล ก็ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี 2018 หรือCarlings บริษัทค้าปลีกสินค้าผ้ายีน ก็หันมาผลิตเสื้อผ้าดิจิทัลเป็นเจ้าแรก ๆ ในปี 2019และ DressX แพลตฟอร์มมาร์เก็ตเพลสเสื้อผ้าดิจิทัล ที่ก่อตั้งในปี
2020ซึ่งเป็นช่วงเวลาก่อนที่ Facebook จะประกาศเปลี่ยนชื่อเป็น Meta ในปี 2021 จนทำให้คำว่า “Metaverse” เข้าไปอยู่ในวิสัยทัศน์ของหลาย ๆ บริษัทนอกจากนั้น ในด้านพฤติกรรมของผู้บริโภคเอง ก็เริ่มเปลี่ยน

ไปตามเทคโนโลยีที่เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตอย่างโซเชียลมีเดีย ที่ก่อให้เกิดพฤติกรรมแบบ “ซื้อ-โพสต์-คืน”หรือก็คือ ลูกค้าซื้อสินค้า และนำไปใส่ถ่ายรูปแบบไม่แกะป้าย ก่อนจะนำสินค้าไปคืนที่ร้าน

จากเรื่องนี้ทำให้แบรนด์ชื่อ More Dash ทดลองพฤติกรรมของลูกค้า ด้วยการเปิดร้านแบบพ็อปอัป เป็นสตูดิโอให้คนเข้ามาใส่เสื้อ แล้วถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอ เพื่อสร้างคอนเทนต์ในราคา 300 บาทโดยบริษัทให้มุมมองว่า

“ลูกค้าไม่ได้อยากได้เสื้อผ้า แต่อยากได้คอนเทนต์สำหรับลงบนโซเชียล” ซึ่งก็มีลูกค้าที่ให้ความสนใจไม่น้อยประกอบกับเรื่อง ปัญหาของอุตสาหกรรม Fast Fashion ในปัจจุบัน ที่เน้นการผลิตจำนวนมาก ๆ ใช้วัสดุ
ที่อาจไม่ได้ดีมาก แต่ราคาถูกและออกสินค้าได้รวดเร็วก็ได้ทิ้งภาระอันหนักอึ้งให้กับโลกของเรา เช่น มลพิษจากการผลิต, ขยะแฟชั่น รวมถึงปัญหาการกดขี่แรงงานดังนั้น เมื่อรวมปัจจัยเหล่านี้เข้าด้วยกัน“เสื้อผ้าดิจิทัล”

จึงกลายเป็นทางออก ในด้านผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการผลิต แถมยังตอบโจทย์ลูกค้า ที่ต้องการเพียงแค่รูปถ่ายลงในโซเชียลมีเดียด้วยที่สำคัญ ด้วยพฤติกรรมมนุษย์ที่เริ่มหันมาสนใจการสร้างตัวตน หรือสร้างภาพลักษณ์

มากขึ้นเสื้อผ้าดิจิทัล ก็น่าจะช่วยขยายกรอบความคิดสร้างสรรค์ด้านการดีไซน์ และทำลายกำแพงต่าง ๆ ที่เคยเกิดขึ้นกับเสื้อผ้าที่ต้องสวมใส่จริงเช่น เดรสที่มีไฟลุกตรงปลายกระโปรง หรือชุดที่มีแถบข้อมูลสีเขียวลอยออกมา

เหมือนในภาพยนตร์เรื่อง The Matrixอ่านมาถึงตรงนี้ บางคนอาจเริ่มสงสัยว่า เสื้อผ้าดิจิทัล กับ NFT ที่เป็นเหมือนงานศิลปะในวงการบล็อกเชนหรือคริปโทฯ คือสิ่งเดียวกันหรือไม่
คำตอบคือ มี NFT ที่เป็นเสื้อผ้าดิจิทัลแต่เสื้อผ้าดิจิทัลทุกตัว ก็ไม่ใช่ NFT เสมอไปเนื่องจาก NFT หรือ ​​Non Fungible Token แปลเป็นไทยว่า “สินทรัพย์ดิจิทัลที่มีลักษณะเฉพาะตัว”ทำให้ NFT นั้นแตกต่างจากการ

เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลทั่วไป ตรงที่ข้อมูลเจ้าของกรรมสิทธิ์ จะถูกบันทึกลงในเครือข่ายที่เรียกว่า Blockchain ซึ่งมีคุณสมบัติเป็นข้อมูลที่ไม่สามารถถูกแก้ไขได้และ NFT ที่ว่านี้จะเป็นอะไรก็ได้ ไม่ว่าจะรูปถ่าย วิดีโอ
คลิปเสียง รวมถึงเสื้อผ้าดิจิทัลตัวอย่าง NFT ที่เป็นเสื้อผ้าดิจิทัล เช่น คอลเลกชัน Collezione Genesi ของแบรนด์ Dolce & Gabbana ที่มีทั้งหมด 9 ชิ้น เป็นเสื้อผ้าและเครื่องประดับที่วางขายบนแพลตฟอร์ม

UNXD ซึ่งปัจจุบันทุกชิ้นมีเจ้าของเป็นที่เรียบร้อยแล้ว คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 180 ล้านบาทส่วนเสื้อผ้าดิจิทัลที่ไม่ใช่ NFT จะเป็นเหมือนกับสินค้าทั่วไป ไม่ต่างจากการซื้อเสื้อผ้าตามร้าน มีทั้งแบบเป็น AR,
แบบที่สวมใส่ให้กับอวทาร์ หรือตัวแทนของเราในโลกเสมือน รวมถึงแบบอื่น ๆเช่น แบรนด์ Tribute ที่ลูกค้าสามารถเลือกแบบชุดที่ต้องการ และส่งรูปถ่ายของตัวเองไปให้ทางแบรนด์

หลังจากนั้นแบรนด์จะตัดต่อรูปของเรา ให้สวมเสื้อที่เราทำการสั่งซื้อไปอีกส่วนที่ทำให้เสื้อผ้าดิจิทัลทั่วไปกับ NFT ต่างกันก็คือ NFT ถือเป็นสินทรัพย์รูปแบบหนึ่ง ที่สามารถนำมาขายต่อ หรือเก็งกำไรได้ ไม่ต่างจาก
ของสะสมในโลกความจริงแต่เสื้อดิจิทัลธรรมดาบางประเภท อาจไม่สามารถขายต่อได้ เพราะสิ่งที่เราได้ คือ “รูปภาพเราใส่เสื้อ”ซึ่งเป็นไปตามที่กล่าวไปข้างต้นว่า ลูกค้าต้องการแค่คอนเทนต์ ไม่ได้ต้องการเสื้อผ้าจริง ๆ

แล้วกลุ่มเป้าหมายของสินค้าแฟชั่นดิจิทัลคือใคร ?เรื่องนี้คุณ Michaela Larosse นักกลยุทธ์จากบริษัท The Fabricant มองว่า กลุ่มเป้าหมายหลัก ก็คือ “คนรุ่นใหม่” โดยเฉพาะคน Gen Z ที่คุ้นเคยกับการใช้ชีวิต
ทั้งรูปแบบออฟไลน์และออนไลน์และให้ความสำคัญกับชีวิตทั้งสองด้านใกล้เคียงกัน โดยเฉพาะคนที่ใช้ชีวิตส่วนใหญ่ในโลกออนไลน์จะยิ่งให้ความสำคัญกับการแสดงตัวตนบนโลกออนไลน์มากกว่าปกติแม้ว่า “เสื้อผ้าจริง”

จะเป็นธุรกิจที่นับเป็นหนึ่งใน “ปัจจัยสี่” ที่ไม่ว่าอย่างไรมนุษย์ก็ต้องใส่ และคงไม่มีอะไรมาแทนที่ได้ง่าย ๆแต่ “เสื้อผ้าดิจิทัล” ก็เป็นอีกทางเลือกของลูกค้าที่อยากจะตามเทรนด์ แต่ไม่อยากจะทำลายโลกและก็ไม่แน่ว่า
ในอนาคต เมื่อสัดส่วนการใช้ชีวิตระหว่างโลกจริงกับโลกเสมือนเปลี่ยนไปตู้เสื้อผ้าของเรา ก็อาจมี “เสื้อผ้าดิจิทัล” มากกว่า “เสื้อผ้าจริง” ก็เป็นได

ขอบคุณข้อมูลจาก ลงทุนเกิร์ล