จากเด็กชายสู่ “ท่านเจ้าคุณ”

จากเด็กชายสู่ “ท่านเจ้าคุณ” สร้างธุรกิจที่ประสบความสำเร็จ 65 ปี บุญรอดบริวเวอรี่ กับวิถีความสำเร็จแห่ง “สิงห์”

 

๒๔๗๖ หนึ่งปีหลังจากสยามเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย  บริษัทบุญรอดบริวเวอรี่จดทะเบียนก่อตั้งบริษัทเมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม จากนั้นปีต่อมาในเดือน กรกฎาคม ๒๔๗๗ บุญรอดฯ ก็เริ่มผลิตเบี ยร์ออกวางตลาดได้สำเร็จเป็นครั้งแรกของเมืองไทย เบี ยร์ - เครื่องดื่มที่เคียงคู่กับอารยธรรมมนุษย์มายาวนานร่วมหมื่นปี และอุตสาหกรรม ที่ก่อนหน้านั้นไม่เคยมีใครคาดฝันว่าจะเป็นไปได้ในประเทศเมืองร้อน - เกิดขึ้นจากวิสัยทัศน์  ความคิดริเริ่ม และกำลังแรงใจของพระยาภิรมย์ภักดี (บุญรอด เศรษฐบุตร ๒๔๑๕ – ๒๔๙๓)

จากเด็กชายสู่ “ท่านเจ้าคุณ”
พระยาภิรมย์ภักดีถือกำเนิดที่กรุงเทพฯ ในตระกูลเศรษฐบุตร ซึ่งเป็นตระกูลคนไทยเชื้อสายจีน ผ่านประสบการณ์ทำงานหลายรูปแบบมาตั้งแต่อายุยังไม่มาก  เขาเริ่มต้นเข้ารับราชการเป็นครูก่อนหันไปทำงานเป็นเสมียนห้าง แล้วออกมาทำกิจการค้าไม้ซุงของตนเอง กระทั่งเติบโตในธุรกิจเดินเรือรับส่งผู้โดยสารข้ามฟากระหว่างพระนครกับฝั่งธนบุรี จนได้รับพระราชทานราชทินนาม “ภิรมย์ภักดี” สืบตระกูลขุนนางพ่อค้าตามที่บิดาเคยได้รับมาก่อนในสังกัดกรมท่าซ้าย

ต้นทศวรรษ ๒๔๗๐ เมื่อทางราชการมีดำริให้สร้างสะพานปฐมบรมราชานุสรณ์ (สะพานพระพุทธยอดฟ้า) ข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาไปยังฝั่งธนบุรี เฉลิมฉลองวาระ ๑๕๐ ปี กรุงรัตนโกสินทร์  ท่านเจ้าคุณจึงเล็งเห็นว่าเมืองไทยกำลังจะเปลี่ยนแปลง สังคมจะก้าวหน้าทันสมัยยิ่งขึ้น ธุรกิจดั้งเดิมอย่างเช่นเรือข้ามฟากคงไม่สามารถตอบสนองคนรุ่นใหม่ได้อีกต่อไป และเมื่อได้ลองลิ้มเบีย ร์รสดีที่มิตรชาวเยอรมันเปิดให้ชิม ท่านจึงตั้งปณิธานที่จะเป็นคนไทยคนแรกที่ตั้งโรงงานเ บียร์ขึ้นในประเทศให้จงได้

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จฯ ไปทอดพระเนตรการก่อสร้างโรงงานบุญรอดบริวเวอรี่ ๑๑ กรกฎาคม ๒๔๗๖
จุดเริ่มโรงเบี ยร์ ในวัยใกล้ ๖๐ พระยาภิรมย์ฯ ยังคงมองหาลู่ทางใหม่ ๆ สำหรับชีวิต ท่านเล็งเห็นว่าสยามยังไม่มีเบี ยร์ที่ผลิตขึ้นภายในประเทศ กำไรจากการจำหน่ายเบี ยร์นับแสนขวดที่ขายได้ในเมืองไทยสมัยนั้นจึงไหลออกไปต่างประเทศทั้งหมด  ดังนั้นถ้าสามารถผลิตเบีย ร์ขึ้นได้สำเร็จ ประเทศชาติก็ย่อมได้ประโยชน์จากการนี้

ด้วยความมุ่งมั่น พระยาภิรมย์ฯ ใช้เวลาเกือบตลอดทั้งปี ๒๔๗๓ เสาะหาข้อมูลการตั้งโรงเ บียร์ด้วยความกระตือรือร้น ท่ามกลางเสียงเยาะหยันในวงสังคมที่ทราบข่าว ทว่าคำถากถางยิ่งกลับเป็นกำลังใจที่ผลักดันให้ท่านเจ้าคุณมุ่งมั่นว่าเกิดมาทั้งทีต้องทำให้สำเร็จให้จงได้

หลังจากศึกษาดูงานในประเทศเพื่อนบ้านและการเจรจากับทางราชการเพื่อขอสัมปทานผลิตเบี ยร์  ด้วยพระมหากรุณาธิคุณในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗  พระยาภิรมย์ฯ จึงเดินทางไปยุโรปเพื่อแสวงหาเครื่องจักรที่เหมาะสมรวมถึงหาตัวผู้เชี่ยวชาญด้านนี้ ตลอดเวลาเกือบ ๖ เดือน ท่านได้เยี่ยมชมโรงงานเบี ยร์ไม่รู้กี่แห่งต่อกี่แห่ง รวมทั้งไปเยือนแหล่งผลิตวัตถุดิบสำคัญสองชนิดของเบี ยร์ ทั้งไร่ฮอปส์และนาข้าวบาร์เลย์ ต้นทางของ “มอลต์” ท่านเจ้าคุณบันทึกไว้ว่า (ตัวสะกดตามต้นฉบับ)

“…ต้นฮอบส์ขึ้นเลื้อยบนเสาไม้ค้างบนร่อง เช่นเดียวกับเถาพลูบ้านเรา ขณะนี้กำลังมีดอกเป็นพวงเฉพาะในฤดูร้อน มีเกสรสีเหลืองหอมฉุน…แล้วก็ได้ดูไร่ข้าวบาเล่ขึ้นมีรวงคล้ายต้นข้าว…”ในท้ายที่สุดท่านเจ้าคุณจึงคัดเลือกให้บริษัทเมี้ยก (MIAG) ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองเล็ก ๆ ชื่อเบราน์ชไวค์ (Braunschweig) แต่สามารถสร้างโรงเบี ยร์ได้ทุกขั้นตอน เป็นผู้ผลิตเครื่องจักร แล้วขนส่งทางเรือเข้ามา

กำเนิด “บุญรอดบริวเวอรี่”
เมื่อพระยาภิรมย์ฯ กลับเข้ามายังกรุงเทพฯ และเจรจาต่อรองกับทางราชการจนได้รับสัมปทานเรียบร้อยแล้วจึงเตรียมจดทะเบียนตั้งบริษัท แต่แรกตั้งใจจะใช้ชื่อ บริษัท เบี ยร์สยาม จำกัด ตามชื่อประเทศยุคนั้น แต่กลับมีเสียงทักท้วงจากเพื่อนฝรั่งว่า ชื่อบริษัทห้างร้านต่าง ๆ สมัยนั้นล้วนเต็มไปด้วยคำว่า “สยาม” ท่านจึงตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้ชื่อตัวเองคือ “บุญรอด” จดทะเบียนเป็น “บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด” ด้วยทุน ๖ แสนบาท เมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม ๒๔๗๖
นับแต่นั้นมาทางบริษัทฯ จึงถือเอาวันที่ ๔ สิงหาคมของทุกปีเป็นวาระเฉลิมฉลองการก่อตั้งเรื่อยมาจนวันนี้

พระยาภิรมย์ฯ เลือกใช้ตราหนุมานคาบศรเป็นสัญลักษณ์ของบริษัทฯ ทั้งในความหมายแทนตัวท่านเองซึ่งเกิดปีวอก และความหมายที่ว่าหนุมานเป็นทหารเอกของพระราม หนุมานในตราบุญรอดบริวเวอรี่จึงคาบลูกศร อันเป็นสัญลักษณ์ที่ปรากฏในพระราชลัญจกรของพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๗ อันมีที่มาจากพระนาม “เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์” (เดชน์แปลว่าลูกศร) ทั้งยังอาจหมายถึงสะพานพระพุทธยอดฟ้า ซึ่งออกแบบให้มีแผนผังเป็นรูปลูกศรตามพระนามาภิไธย

ส่วนที่ตั้งโรงงานนั้น แต่แรกเช่าที่ดินโรงสีเก่าริมแม่น้ำเจ้าพระยาย่านสามเสน ก่อนจะขอซื้อเป็นของบริษัทฯ ในเวลาต่อมา  เมื่อติดตั้งเครื่องจักรและทดลองผลิตได้เรียบร้อยจึงมีพิธีเปิดป้ายบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ ในวันที่ ๖ กรกฎาคม ๒๔๗๗ โดยมีสมเด็จฯ เจ้าฟ้า กรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ซึ่งขณะนั้นทรงดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เสด็จมาเป็นองค์ประธาน จากนั้นในวันรุ่งขึ้นจึงเปิดจำหน่ายเบี ยร์สามยี่ห้อที่ได้จากการประกวดออกแบบฉลากเ บี ยร์ คือ ตราว่าวปักเป้าทอง ตราสิงห์ และตราพระปรางค์ ซึ่งภายหลังเหลือเพียง “ตราสิงห์” อย่างเดียวหลังจากนั้นไม่นาน บุญรอดฯ ยังเพิ่มการผลิตน้ำโซดาและน้ำหวานที่เป็นน้ำอัดลมอีกด้วย

นักปรุงเบีย ร์คนแรก
แม้ว่าในระยะบุกเบิก พระยาภิรมย์ฯ สามารถเสาะหาตัว “นักปรุงเบีย ร์” (brew master) ชาวเยอรมันเข้ามาร่วมงานกับโรงเบี ยร์แห่งแรกของสยามได้คนหนึ่ง แต่ขณะเดียวกันท่านก็ตระหนักดีว่า หากต้องการดำเนินงานต่อไปอย่างมั่นคง ย่อมไม่อาจหวังพึ่งเฉพาะแต่การ “นำเข้า” ผู้เชี่ยวชาญต่างชาติไปเรื่อย ๆ ทว่าต้องมีคนในครอบครัวที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านนี้ด้วย

ประจวบ ภิรมย์ภักดี บุตรชายของท่านเจ้าคุณซึ่งขณะนั้นศึกษาอยู่ในยุโรปจึงได้รับการวางตัวให้เป็น “นักปรุงเบี ยร์” คนแรกของสยาม
เขาเข้าฝึกงานกับโรงเบี ยร์ในเยอรมนีทันทีระหว่างที่พระยาภิรมย์ฯ ยังอยู่ในยุโรปเมื่อปี ๒๔๗๕ จากนั้นในปี ๒๔๗๗ เขาจึงเข้าเรียนหลักสูตรนักปรุงเบี ยร์ที่สถาบันเดอเมินส์ ซึ่งก่อตั้งโดย ดร. อัลเบิร์ต เดอเมินส์ (Dr. Albert Doemens) เมื่อสำเร็จแล้วก็ยังไปฝึกงานต่อในโรงเบี ยร์ฮัคเกอร์ และสถานีวิทยาศาสตร์เพื่อการผลิตเบี ยร์ต่อ จนสำเร็จการศึกษาด้านนี้ และเดินทางกลับมาเมืองไทยในปี ๒๔๗๙ ในฐานะ “บรูว์มาสเตอร์” ชาวสยามคนแรกในประวัติศาสตร์

มุ่งมั่นยั่งยืน
ขณะเดียวกันเมื่อโรงเบี ยร์เปิดดำเนินการแล้ว พระยาภิรมย์ฯ ในวัย ๖๒ ปีก็เริ่มงานขั้นต่อไป คือการออกตระเวนเดินทางไปทั่วทุกภูมิภาคของประเทศในยุคที่การคมนาคมนอกเมืองหลวงยังเป็น “การผจญภัย” กลางแดนทุรกันดาร  วัตถุประสงค์สำคัญคือเพื่อหาตัวแทนจำหน่าย สร้างเครือข่าย และผลักดันผลิตภัณฑ์ของบุญรอดบริวเวอรี่เข้าสู่ตลาด เพราะท่านเจ้าคุณมองเห็นว่าตลาด “หัวเมือง” ยังมีศักยภาพของตนเองที่พร้อมจะขยายตัวต่อไป จึงพยายามหาผู้แทนจำหน่ายให้ได้ในหัวเมืองใหญ่ทุกภาคของประเทศ

เช่นเมื่อไปถึงหาดใหญ่ ปรากฏว่ามีชายหนุ่มจากปัตตานีมาขอพบ เขาได้ยินชื่อเสียงของเบี ยร์เจ้าคุณจึงเดินทางจากปัตตานีมาอ้อนวอนขอเป็นตัวแทนจำหน่าย พระยาภิรมย์ฯ ใจอ่อน ยอมขึ้นรถไฟลงไปปัตตานีเพื่อร่วมสำรวจตลาด ท้ายที่สุดจึงยอมแต่งตั้งให้บริษัทของชายหนุ่มผู้พากเพียรเป็นตัวแทนของบุญรอดบริวเวอรี่ในภาคใต้
แม้จนต่อมาอีกกว่า ๘๐ ปี ห้างหุ้นส่วนจำกัดปัตตานีวัฒนานิกรก็ยังเป็นตัวแทนจำหน่ายของบุญรอดบริวเวอรี่มาจนถึงปัจจุบัน
กุญแจสำคัญอีกประการหนึ่งในการทำธุรกิจของพระยาภิรมย์ภักดีคือการกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัวและรักษาขวัญและกำลังใจ ตลอดจนความสามัคคีในหมู่พนักงาน เช่นการจัดอาหารกลางวันให้พนักงาน โดยร่วมรับประทานกับครอบครัวและพนักงานด้วย

เมื่อถึงต้นทศวรรษ ๒๔๘๐ บุญรอดบริวเวอรี่สามารถครองส่วนแบ่งตลาดเบี ยร์ในประเทศได้กว่าร้อยละ ๖๐ เป็นอันว่าธุรกิจอุตสาหกรรมของท่านเจ้าคุณที่หลายคนเคยแคลงใจได้กลายเป็น “ดาวรุ่ง” ดวงใหม่ของประเทศไปเรียบร้อยแล้ว

บททดสอบ
สยามเปลี่ยนชื่อเป็นประเทศไทยในปี ๒๔๘๑ จากนั้นในวันที่ ๒๕ ตุลาคม ๒๔๘๒ บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด ก็ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ใช้ “ครุฑตราตั้ง” ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล
เดือนกันยายน ๒๔๘๓ สงครามโลกครั้งที่ ๒ เปิดฉากขึ้นในยุโรป  สภาวการณ์ของสงครามทำให้วัตถุดิบในการทำเบี ยร์เช่นมอลต์และฮอปส์ขาดแคลน  ประจวบ ภิรมย์ภักดี พยายามทดลองแก้ปัญหาโดยใช้วัตถุดิบภายในประเทศเช่นข้าวเจ้า ผลิตเบี ยร์แทนมอลต์ที่ทำจากข้าวบาร์เลย์ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จนัก จนสุดท้ายก็ต้องยุติไป เช่นเดียวกับการผลิตโซดาและน้ำอัดลมซึ่งขาดแคลนส่วนผสมและคาร์บอนไดออกไซด์จนต้องหยุดผลิตรายได้หลักที่เลี้ยงบริษัทฯ ในระยะนั้นจึงมาจากการผลิตน้ำแข็งขาย

สงครามที่ลุกลามเข้าสู่เมืองไทยเมื่อเดือนธันวาคม ๒๔๘๔ ในนาม “สงครามมหาเอเชียบูรพา” ยิ่งทำให้สถานการณ์เลวร้ายลงอีก เครื่องบินสัมพันธมิตรเริ่มเข้ามาโจมตีทิ้งระเบิดจุดยุทธศาสตร์และที่ตั้งกองทัพญี่ปุ่นในประเทศไทย  บางช่วงถึงกับมีหน่วยทหารของญี่ปุ่นเข้ามาตั้งค่ายในพื้นที่โรงเบี ยร์ จนทำให้เครื่องจักรเสียหายไปบางส่วนสงครามโลกครั้งที่ ๒ ในเมืองไทยถือว่ายุติลงภายหลังมีพระบรมราชโองการประกาศสันติภาพ เมื่อวันที่ ๑๖ สิงหาคม ๒๔๘๘ หลังจากนั้นบุญรอดบริวเวอรี่ก็สามารถกลับมาผลิตสินค้าออกสู่ท้องตลาดได้ตามเดิมภายในเวลาไม่นานนัก

ยุคเปลี่ยนผ่าน
พระยาภิรมย์ภักดีถึงแก่อนิจกรรมเมื่อเดือนมีนาคม ๒๔๙๓ ขณะมีอายุได้ ๗๗ ปี หรือ ๓๐ ปีภายหลังจากเริ่มคิดตั้งโรงเบี ยร์แห่งแรกของประเทศแนวคิดสำคัญที่ท่านทิ้งไว้ให้เป็นมรดกแก่คนรุ่นหลังก็คือการดำเนินธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์และโปร่งใส รวมทั้งตอบแทนสังคมให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้“หากมีผู้ต้องการความช่วยเหลือจากเรา ไม่ว่าเมื่อใดหรือที่ไหน เราควรที่จะต้องพิจารณาให้ความช่วยเหลือโดยเร็วหากกระทำได้”นอกจากนั้นพระยาภิรมย์ฯ ยังสั่งไว้อีกด้วยว่า“สิ่งที่กฎหม ายกำหนดเราต้องทำตาม และต้องจ่ายภาษีให้ครบถ้วน”

คำกล่าวเหล่านี้ได้กลายเป็นรากฐานวัฒนธรรมองค์กรของบุญรอดบริวเวอรี่ที่สืบเนื่องมาจนทุกวันนี้
หลังยุคของท่านเจ้าคุณเป็นช่วงเวลาของบุตรชายทั้งสามผู้เป็น “ภิรมย์ภักดี รุ่นที่ ๒” ได้แก่ ประจวบ วิทย์ และ จำนงค์ ภิรมย์ภักดี  ความร่วมแรงร่วมใจของผู้บริหารได้สร้างความมั่นคงและรุ่งเรืองให้แก่บุญรอดบริวเวอรี่ สินค้าหลัก ๆ ยังคงเป็นเ บียร์ น้ำหวาน และโซดาตราสิงห์ โดยเฉพาะเ บียร์ ซึ่ง “สิงห์” ถือเป็นเจ้าตลาด