“น้องธันย์” เหยื่อรถไฟฟ้าสิงคโปร์ กับรอยยิ้มอันสดใส ที่ได้เห็นตอนไหนก็มีความสุข

“น้องธันย์” เหยื่อรถไฟฟ้าสิงคโปร์ กับรอยยิ้มอันสดใส ที่ได้เห็นตอนไหนก็มีความสุข

ตอนอายุ 14 ไปเรียนซัมเมอร์คอร์สภาษาอังกฤษที่สิงคโปร์ ประสบอุ.บั.ติเ.ห.ตุรถไฟฟ้า MRT ทับขาทั้งสองข้าง ต้องตั.ดขา กระทั่งอายุ 15 ปี กลายเป็นนักพูดสร้างแรงบันดาลใจ

พออายุ 16 ปี ศาลสูงสิงคโปร์ยกฟ้.อ.งค.ดีที่เธอเรียกค่ๅเสียหาย 3.4 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ จากการรถไฟฟ้าสิงคโปร์ (เอสเอ็มอาร์ที) และการขนส่งทางบกสิงคโปร์

โดยให้เหตุผลว่า จำเลยมีมาตรการรักษๅควๅมปลอดภัยอย่างสมเหตุสมผลแล้ว จึงไม่ต้องรับผิดชอบความบๅดเ.จ็.บที่เกิดขึ้น, อายุ 17 เป็นไกด์พาพ่อแม่ไปเที่ยวอเมริกา

จะเป็นอย่างไร เมื่อเราตื่นนอนขึ้นมา แล้วพบว่าขาทั้งสองของตนเองได้หายไปแล้ว เชื่อได้เลยว่าหลายๆ คน คงหมดหวัง ร้อง.ไห้ เ.ศ.ร้.า เ.สี.ย.ใ.จ ไม่รู้จะทำอย่างไรดี

แต่สำหรับ “น้องธันย์-ณิชชารีย์ เป็นเอกชนะศักดิ์” ผู้ที่ต้องสู.ญเสียขาไปจากอุ.บั.ติเ.ห.ตุรถไฟฟ้าทับขาทั้งสองข้าง จนทำให้น้องธันย์ต้องถูกตั.ดขาทั้งสองข้างออกไป

แต่น้องธันย์ก็ไม่เคยที่ย่อท้.อหรือจมอยู่ความเ.จ็.บป.ว.ดนั้นเลย แต่กลับเลือกที่จะสู่ต่อไป จนในที่สุดน้องธันย์ก็ได้ใส่ขาเทียมและกลับมาเดินได้อีกครั้ง

ด้วยแรงบันดาลใจจากคุณพ่อของเธอ ที่กำลังมองหาบัดดี้ในการดำน้ำ ทำให้น้องธันย์ ได้ตัดสินใจมาเรียนดำน้ำแบบสคูบา แม้เธอจะนับว่าเป็นผู้พิการทางการเคลื่อนไหว

และเธอไม่สามารถใช้ขาของเธอในการดำน้ำได้ แต่ด้วยความตั้งใจและกำลังใจ ทำให้เธอสามารถผ่านหลักสูตการดำน้ำที่เธอตั้งใจ ได้ด้วยสองมือของเธอนั่นเอง และเมื่อจบหลักสูตรการดำน้ำ

น้องธันย์ ได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของแคมเปญ ‘ยิ้มสวย’ ของคอลเกต (ประเทศไทย) ที่ได้ถ่ายทอดการดำน้ำของเธอหลังจากที่เธอได้มาเรียนดำน้ำในหลักสูตรแรก

เธอได้ตกหลุมรักท้องทะเลของประเทศไทย และตอนนี้ น้องธันย์ ก็กำลังเรียนหลักสูตร PADI Advanced Open Water Diver และ Enriched Air Diver เพื่อเพิ่มพูนประสบการณ์ในการดำน้ำที่เธอรักต่อไป

ปัจจุบัน น้องธันย์ ในวัย 20 ปี หลังจากที่เธอเรียนจบชั้นมัธยมปลายที่โรงเรียนมาแตร์เดอีวิทยาลัย ก็สามารถสอบเข้าศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คณะวารสารศาสตร์และสื่อสารมวลชน ได้สำเร็จ

แม้ต้องกลายเป็นคนพิกๅรใส่ขาเทียม แต่ความสามารถและพลังใจของน้องธันย์ยิ่งใหญ่มาก ที่ผ่านมาได้รับโอกาสให้เป็นนักพูดสร้างแรงบันดาลใจจากชีวิตจริง และทำกิจกรรมต่างๆ เช่นคนปกติทั่วไป

น้องธันย์ยังไดรับหน้าที่ให้เป็น “ผู้สำรวจความสุขคนไข้” โรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล (WORLD MEDICAL HOSPITAL : WMC) โดยได้รับเ.งิ.นเดือน 1,000,000 บๅท อีกด้วย

ช่วงที่เกิดอุ.บั.ติเ.ห.ตุใหม่ ๆ เราก็เจอทั้งคนที่อาจจะใช้คำพูด หรืออาจจะมองเราว่า ไม่น่าทำได้หรอก ก็เจอมาเยอะเหมือนกัน แต่เราไม่สามารถไปตัดสินคำพูด

สายตา การกระทำของเขาได้ การกระทำจากตัวเราเองมันสำคัญกว่าคำพูด ที่เราจะไปบอกเขาว่า ให้หยุดบู.ล.ลี่เรา หยุดว่าเรา หรือว่า หยุดส.บประม.า.ทเรา

เราเชื่อว่า อยู่ที่การกระทำของเรามากกว่า ถ้าทำให้เขาเห็นว่า ศักยภาพเรามี เราสามารถดำรงชี.วิตประจำวันได้ เราแทบจะไม่ต้องไปแก้ไขคำพูดเหล่านั้นเลย เพราะสุดท้ายเขาก็จะเห็นเราสามารถใช้ชีวิตด้วยตัวของเราเองได้นะ มันไม่ได้แย่ อย่างที่ใคร หลาย ๆ คนคิด

มีคนหลายคน ที่ถามว่า ทำไมเราคิดบวก หรือสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นได้ เลยตั.ดสิ.นใงจ หลังจากเรียนจบปริญญาตรี คณะวารสารศาสตร์ ที่ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เลยมาเรียนต่อที่คณะจิตวิทยา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ธันย์ มองว่า จริง ๆ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับคนนั้นว่า เป็นคนคิดลบ แล้วจะคิดบวกไม่ได้ แต่มันอยู่ที่สภาพแวดล้อม มันอยู่ที่สังคมมากกว่า ถ้าสมุมติว่า สังคมช่วยหรือว่าซัพพอร์ตบุคคลที่เขากำลังเจอปัญหๅในชี.วิต โsคซึมเศร้ๅจะไม่เกิดขึ้น ปัญหาอื่น ๆ ที่มันอาจเกิดความรุ.นแ.ร.งมันก็อาจจะลดน้อยลงได้

นั่นก็เป็นสิ่งที่เรียนมา แล้วได้ตอบตัวเองเหมือนกันว่า การที่เราก้าวข้ามมันมาได้ นอกจากตัวเราแล้ว ก็มีสภๅพแวดล้อม และสภาพสังคมที่ช่วยซัพพอร์ตให้เราสามารถที่จะกลับออกมาใช้ชี.วิตได้เหมือนเดิม

ข้อมูลและรูปภาพ: trueid, campus.campus-star, bangkokbiznews, blog.padi, sanook, prachachat

About ดาวพระศุกร์

View all posts by ดาวพระศุกร์ →