เชฟที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก

เชฟที่มีชื่อเสียงที่สุดในโลก

ในวงการอาหารหรือผู้ติดตามสื่อบันเทิงด้านอาหารเชื่อว่าคงไม่มีใครไม่รู้จักชายชื่อ Gordon Ramsay เขาเป็นเหมือนซูเปอร์สตาร์ประจำวงการที่เดินสายโลดแล่นอยู่ในทั้ง 2 แวดวง ความโดดเด่นเรื่องฝีมือการทำอาหาร การจัดการอย่างเป็นระบบ และคาแร็กเตอร์อันโดดเด่นผลักดันให้เขาเปรียบเหมือนทั้งฮีโร่และตัวร้ายในเวลาเดียวกัน

เชฟแรมซีย์ที่ทุกคนคุ้นเคยคือเชฟประสบการณ์สูงผู้วิจารณ์อย่างโหดเหี้ยม โชว์ทักษะการทำอาหารระดับสูง อีกทั้งยังเป็นผู้ผลักดันวงการอาหารในหลายด้าน แต่ความสำเร็จดังกล่าวไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ ชีวิตของเขาประสบเหตุทั้งดีและร้ายมานับไม่ถ้วน วันนี้โว้กจะพาทุกคนย้อนชีวิตของเชฟระดับเมกะสตาร์คนนี้ว่ากว่าเขาจะเติบโตเป็นกอร์ดอน แรมซีย์อยู่ในทุกวันนี้ เขาเผชิญกับอะไรมาบ้าง

8 พฤศจิกายน 1966 คือวันที่เด็กน้อยชื่อกอร์ดอนลืมตาดูโลก เขาเป็นเด็กสัญชาติสกอตแลนด์ อาศัยในเมืองจอห์นสโตน แม่ของเขาเป็นนางพยาบาล ส่วนพ่อเป็นบุคลากรรับจ้างทั่วไป ครอบครัวของกอร์ดอนเหมือนครอบครัวชาวสหราชอาณาจักรทั่วไป ไม่ได้มีความโดดเด่นเป็นพิเศษ อีกทั้งยังมีการย้ายถิ่นฐานเข้ามาอยู่อังกฤษเพื่อความเจริญก้าวหน้า

ทว่าการเดินทางไม่ได้สะท้อนถึงการพัฒนา เพราะเหตุผลหลักคือความล้มเหลวในชีวิตของผู้เป็นพ่อ ทำให้ทั้งครอบครัวต้องระหกระเหินไปมาบ่อยครั้ง กอร์ดอนถึงขนาดย้อนความหลังว่าชีวิตในช่วงแรกมันเป็นการเดินทางที่สิ้นหวังอย่างยิ่ง ความฝันวัยเด็กไม่ได้นึกถึงเรื่องเชฟ…กอร์ดอนเป็นเด็กหนุ่มในประเทศที่คลั่งไคล้กีฬาฟุตบอลอย่างมาก

เขามีความฝันที่ต้องการเล่นฟุตบอลอาชีพ เขาพยายามอย่างหนักตั้งแต่เด็กและสามารถก้าวขึ้นมาทดสอบฝีเท้าในสโมสรใหญ่ได้สำเร็จ เขาระบุว่าเคยลงเล่นเพื่อทดสอบฝีเท้าระดับทีมเยาวชนให้กับ Rangers ทีมยักษ์ใหญ่ในประเทศสกอตแลนด์ และสโมสรก็หนุนหลังเขาเช่นกัน เขามีโอกาสลงฝึกซ้อมกับทีม แต่โชคไม่เข้าข้าง เด็กหนุ่มคนนี้เจ็บหัวเข่าอย่างรุนแรงระหว่างการฝึกซ้อม ฝันในการเป็นนักฟุตบอลของกอร์ดอนจึงพังทลายไปพร้อมกับหัวเข่าของเขา หลังจากนั้นเส้นทางชีวิตก็เปลี่ยนไปตลอดกาล

จริงๆ แล้วเขาสนใจการทำอาหารอยู่บ้าง แต่ยังไม่ได้ฝันถึงการเป็นเชฟ ช่วงวัยรุ่นนอกจากฟุตบอลก็มีการทำอาหารที่ช่วยสร้างประสบการณ์ชีวิตให้กับเขา พร้อมทั้งหลีกหนีความวุ่นวายจากพ่อที่เด็กหนุ่มเคยกล่าวว่าพ่อเขามีปัญหาการติดสุราเรื้อรังและมีประวัติทำร้ายร่างกาย ประสบการณ์อันเลวร้ายในวัยเด็กคือสิ่งที่เขาไม่ได้อยากจะจดจำเท่าไรนัก

การละทิ้งความฝันด้านฟุตบอลกับเรื่องราวครอบครัวอันน่าเห็นใจกลายเป็นภาพจำที่เขาย้อนกลับนึกถึงทุกครั้ง แม้เวลาจะล่วงเลยมาหลายสิบปี ซึ่งช่วงเวลาเดียวกันนั้นเขาเริ่มศึกษาการทำอาหารอย่างจริงจัง ในวัย 19 ปี เขาลงคอร์สที่ North Oxfordshire Technical College โดยเริ่มจากการศึกษาการบริหารงานโรงแรม แต่การเริ่มเข้าสู่แวดวงอาหารกอร์ดอนนิยามมันว่า

“เป็นอุบัติเหตุโดยสิ้นเชิง”ช่วงกลางยุค ‘80s เขาเริ่มไต่เต้าและฝึกงานในร้านอาหารบางแห่งนอกลอนดอน ก่อนจะย้ายเข้าสู่เมืองหลวงเพื่อลับคมความเก่งกาจกับ Marco Pierre White ณ ร้าน Harveys นี่เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของชีวิต เขาเรียนรู้มากมายจากเชฟระดับตำนาน แต่ทุกสิ่งไม่ได้สวยหรูนัก เขาทำงานกับมาร์โกนานถึง 2 ปี 10 เดือน แต่ระหว่างนั้นเขาถูกบูลลี่สารพัด และมาร์โกก็เขียนบันทึกลงในหนังสือของเขาว่า

“กอร์ดอนคลานไปอยู่มุมห้อง กุมหัวและเริ่มร้องไห้” มาร์โกเป็นเชฟสุดโหดที่ใช้ไม้แข็งกับกอร์ดอน อีกทั้งยังตอกย้ำถึงเหตุการณ์นี้ว่า “เขาเลือกที่จะร้องไห้เอง มันเป็นทางเลือกของเขา” นั่นอาจจะฟังดูโหดร้ายและผิดหลักมนุษยธรรมไปสักหน่อย แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่านี่คือเหตุการณ์สำคัญที่สร้างกอร์ดอนสุดแข็งแกร่งให้เกิดขึ้นบนโลกใบนี้ แต่เหตุการณ์ดังกล่าวไม่ได้ทำให้กอร์ดอนย้อนนึกถึงและขอบคุณ

ทั้งคู่เป็นศัตรูคู่ปฏิปักษ์กันมาโดยตลอดและกอร์ดอนไม่เคยพูดถึงการฝึกสอนของมาร์โกเลย หลายคนจึงเปรียบเทียบคาแร็กเตอร์ของทั้งคู่กับฆาตกรในภาพยนตร์ระทึกขวัญว่า ถ้ากอร์ดอนเป็นพวกบ้าดีเดือด มาร์โกก็เป็นเหมือนฆาตกรต่อเนื่องที่พร้อมปลิดชีพอย่างเลือดเย็นหลังจากผ่านวัยหนุ่มอันหนักหน่วงกับมาร์โก กอร์ดอนย้ายมาที่กรุงปารีสในวัย 23 ปี เขามีโอกาสทำงานกับ Guy Savoy

ซึ่งภายหลังเขายกย่องให้เชฟผู้นี้เป็นดั่งผู้ฝึกสอนเขาทำอาหารและผลักดันให้ประสบความสำเร็จจนถึงทุกวันนี้ หลังจากทำงานอย่างหนักและเกิดความเครียดเขาจึงพักจากการทำงานในร้านอาหารสู่การเป็นเชฟส่วนตัวและเริ่มออกเดินทางศึกษาอาหารอิตาเลียน รวมถึงอาหารประเภทต่างๆ ทั่วโลก ก่อนจะกลับมาลอนดอนเพื่อรับตำแหน่งหัวหน้าเชฟ ณ La Tante Claire ในย่านเชลซี

ย่านสุดหรูกลางกรุงลอนดอน ซึ่งร้านดังกล่าวเป็นร้านระดับมิชลิน 3 ดาว ก่อนจะหวนกลับสู่โลกของมาร์โกอีกครั้งด้วยการทำงานร่วมกันในร้าน Aubergine ถึงแม้จะได้รับดาวมิชลินการันตีคุณภาพ แต่ด้วยแนวทางธุรกิจที่ไม่ลงรอยกัน และความฝันในตอนนั้นของกอร์ดอนคืออยากมีร้านเป็นของตัวเอง เส้นทาง ณ Aubergine ของเขาก็จบลงในระยะเวลาไม่ถึง 2 ปี ร้านอาหารร้านแรกของกอร์ดอน แรมซีย์…เชฟหนุ่มวัย 32 ปี ณ

ขณะนั้นตัดสินใจเริ่มความฝันสูงสุดของตัวเองด้วยการเปิดร้านชื่อ Restaurant Gordon Ramsay โดยเขาใช้เวลาปลุกปั้นนาน 3 ปีจนได้รับดาวมิชลิน 3 ดวงในปี 2001 ช่วงเวลาดังกล่าวกอร์ดอนก็เริ่มต้นงานสายบันเทิงควบคู่กันไป เขาปรากฏตัวในรายการอาหารชื่อ Boiling Point และ Beyond Boiling Point ในปี 1999 และ 2000 ตามลำดับ พร้อมทั้งร่วมรายการ Faking It และตอนที่เขามีส่วนร่วมก็ได้รับรางวัลจากเวที BAFTA ด้วย

หลังจากนั้นเรื่องชื่อเสียงด้านอาหารไม่ต้องพูดถึง เพราะเขาเนรมิตอาณาจักรร้านอาหารขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ทั่วยุโรป และขึ้นแท่นเป็นเชฟมิชลิน 3 ดาวชื่อดังที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลกามมาถึงแวดวงบันเทิงกันบ้าง รายการที่ทำให้เขาเป็นที่รู้จักคือ Ramsay’s Kitchen Nightmares ออกอากาศในสหราชอาณาจักรระหว่างปี 2004 ถึง 2009 (ภายหลังตั้งรายการในสหรัฐฯ ด้วยชื่อ Kitchen Nightmares และออกอากาศตั้งแต่ปี 2007 ยาวจนถึงปี 2014)

ที่พาผู้ชมไปชมประสบการณ์ยอดแย่ในร้านอาหารต่างๆ เพื่อชี้จุดบกพร่องและเปลี่ยนแปลงต่อไป แต่สิ่งที่ผู้คนจำได้คือคำวิจารณ์และคาแร็กเตอร์ของกอร์ดอน มันกลายเป็นภาพจำที่ติดอยู่กับตัวเขาตลอดไป ตอกย้ำความสำเร็จด้วยคาแร็กเตอร์ดังกล่าวกับรายการ Hell’s Kitchen อันโด่งดัง (เริ่มปี 2005) รายการนี้แสดงให้เห็นวิธีการทำงานและความเด็ดขาดของกอร์ดอน เขาสร้างมาตรฐานด้วยวิธีการอันโหดเหี้ยม

ไม่เคยมีคำว่าประนีประนอมสำหรับเชฟคนนี้ในรายการดังกล่าว จุดเด่นเรื่องความโหดของกอร์ดอนถูกสร้างให้เป็นความบันเทิงผ่านหน้าจอ แน่นอนเราไม่ได้เชฟคนนี้รังสรรค์จานอาหารชั้นเลิศ แต่เราเห็นการจัดการระดับเทพที่ต้องการรักษามาตรฐานร้านอาหาร แม้จะต้องแสดงการระเบิดอารมณ์อันเป็นลายเซ็นของเขาก็ตาม นับจนถึงตอนนี้ครัวนรกยังคงออกอากาศต่อไปเกิน 20 ซีซั่น และขึ้นแท่นเป็นรายการอาหารลำดับต้นๆ ของโลก

ถึงกระนั้นกอร์ดอนไม่ได้มีมุมความบ้าดีเดือดอย่างเดียว เพราะใครติดตามรายการอาหารฝั่งสหรัฐฯ เชื่อว่าจะได้ชม MasterChef US ซึ่งเขาดึงเอาคาแร็กเตอร์อีกส่วนมาผสมผสานกับความดุดันได้อย่างลงตัว และรายการดังกล่าวก็เป็นอีกหนึ่งรายการที่ออกอากาศยาวนาน นับจนถึงปี 2022 ก็ร่วม 12 ปีแล้ว กอร์ดอนถือเป็นเชฟที่ประสบความสำเร็จอย่างมากทั้ง 2 ด้าน

ในขณะที่ผู้ชมกำลังเพลิดเพลินกับรายการวาไรตี้ที่เขาสร้างสีสันไว้มากมาย แต่เขาไม่เคยละทิ้งเรื่องอาหารจริงจังเลยแม้แต่น้อย ร้านอาหารในปัจจุบันของเขามีดาวมิชลินรวมกันถึง 8 ดวง และถ้านับร้านอาหารที่เขาเคยบริหารมาด้วยทั้งหมดเขาจะมีดาวมิชลินสะสมมากถึง 15 ดวงเลยทีเดียว! เรียกว่าเขาเป็นเชฟตัวจริงที่สามารถถ่ายทอดความสนุกออกมาผ่านหน้าจอ อีกทั้งยังรักษามาตรฐานความยอดเยี่ยม

รวมถึงสร้างมาตรฐานให้กับวงการอาหารทั่วโลกด้วยเช่นกัน ไม่ใช่ทุกคนจะชอบสไตล์ของกอร์ดอน แรมซีย์ เขาต้องเผชิญกับเสียงวิพากษ์วิจารณ์มากมาย โดยเฉพาะการใช้คำพูดและการใช้อารมณ์ ถึงแม้ว่าจะเป็นปฏิปักษ์ต่อกันขนาดไหน แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าเขาได้รับแนวทางการทำงานและการหล่อหลอมจากมาร์โกมาไม่น้อย ส่วนกีย์ ซาวอยก็เป็นเชฟสุดเฮี้ยบเช่นกัน

ดังนั้นอิทธิพลจากอดีตอาจารย์ก็ส่งมาถึงกอร์ดอนอยู่พอสมควร เขาได้รับคำตำหนิหลายครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการด่ากราดในครัวด้วยคำพูดร้ายแรงและไม่เกี่ยวกับอาหาร อารมณ์ดุเดือดดังกล่าวทำให้เขาเคยได้รับการจัดอันดับให้เป็นหัวหน้ายอดแย่ในรายการโทรทัศน์จาก MSN Careers ซึ่งต้องบอกว่าเขาเป็นคนเดียวในลิสต์ที่มีตัวตนอยู่จริง ไม่ใช่ตัวละครสมมติเหมือนชื่ออื่นๆ แต่อย่างใด

นอกจากนี้เขายังเคยเป็นอริกับเชฟดังมากมาย ทั้งคู่แข่งทางโลกบันเทิงอย่าง Mario Batali กับบทบาทในฝั่ง Food Network และ Iron Chef America และเชฟอีกหลายคนก็ดูจะไม่ได้ชื่นชอบสไตล์ของเขาเท่าไรนัก ก้าวมาสู่ยุคออนไลน์ ผู้คนไม่ได้ติดตามดูโทรทัศน์อย่างสม่ำเสมออีกต่อไป รายการของเขาหลายรายการถูกอัปโหลดลงบนช่องทางยูทูบ และหลายรายการก็กลายเป็นรายการฮิตบนแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งออนไลน์

อีกทั้งยังมีรายการส่วนตัวบนช่องยูทูบของตัวเองด้วย เขาพลิกบทบาทจากเชฟสุดโหดมาเป็นเชฟที่นำเสนอวิธีการทำอาหารง่ายๆ ทำเองที่บ้าน

นอกจากนี้ยังปรับคาแร็กเตอร์เป็นแฟมิลี่แมนมากขึ้น เวลาเปลี่ยนไป อายุที่มากขึ้น และรูปแบบการนำเสนอที่แตกต่างออกไป กอร์ดอน แรมซีย์ได้เผยให้เห็นอีกด้านของเขาอย่างเป็นธรรมชาติ ด้านชีวิตส่วนตัวก็มีความน่าสนใจไม่แพ้กัน เพราะเขาถือเป็นเซเลบริตี้เชฟที่ใช้ชีวิตหรูหราอยู่ไม่น้อย เขามีรถ Ferrari หลายคัน รวมถึง LaFerrari Aperti รถรุ่นพิเศษที่หายากเป็นลำดับต้นๆ ของโลก

นอกจากนี้ยังมีซูเปอร์คาร์ในฝันของใครอีกหลายคนจอดในโรงรถอีกด้วย มากไปกว่านั้นเขายังเป็นนักสะสมนาฬิกาตัวยง โดยเฉพาะ Rolex สายสปอร์ตที่เขาสับเปลี่ยนให้เราเห็นบ่อยครั้ง แต่นาฬิกาสุดรักคงต้องยกให้ Breitling Aeromarine Chrono Avenger M1 Ref. E73360 นาฬิกาหน้าปัดเหลืองที่เขามักสวมในรายการ Hell’s Kitchen เป็นประจำ มากไปกว่านั้นบ้านของเขายังเป็นคฤหาสน์สุดหรูในย่านดังทั้งสิ้น

ถ้าจะเรียกเขาว่ามหาเศรษฐีจากวงการอาหารก็คงไม่ผิดนัก สุดท้ายเราได้เห็นเส้นทางชีวิตของเชฟกอร์ดอน แรมซีย์ที่ไม่ได้สวยงามเสมอตั้งแต่เริ่มต้น เขาทิ้งความฝันหนึ่งก่อนจะพบความโดดเด่น และต่อยอดจนกลายเป็นบุคคลชั้นนำของวงการอาหาร คาแร็กเตอร์ที่ชัดเจนนี้อาจถูกใจและสร้างความไม่พอใจในเวลาเดียวกัน ไลฟ์สไตล์อันหรูหราก็เป็นเหมือนรางวัลตอบแทนที่เขาดำเนินชีวิตจนประสบความสำเร็จ

ชีวิตของชายคนนี้ก็คงเหมือนอาหารของเขา มีทั้งเรื่องความแปลกใหม่และคลาสสิกผสมผสานกันไป แต่ที่แน่ๆ มันคลุกเคล้ากันจนกลมกล่อม ถ้าเขาคือเชฟมิชลิน 3 ดาวที่รังสรรค์อาหารชั้นยอด ชีวิตเขาก็เป็นดั่งอาหารจานนั้น และนี่คือเรื่องราวของเชฟผู้โด่งดังที่สุดในโลกของอาหารและวงการบันเทิง “กอร์ดอน แรมซีย์”

About ดาวพระศุกร์

View all posts by ดาวพระศุกร์ →