D Gerrardศิลปินผู้สร้างเเนวทางของตัวเอง

ชื่อของ D Gerrard อาจจะเป็นชื่อที่หลายคนอาจจะไม่ทราบว่าเขาคือใคร?

คุณคง…ไม่เคยเจอกับใครต่อใครที่คล้ายผม เพราะผมนั้นไม่เหมือนใคร’ คือเนื้อเพลงที่เข้ามาในหัวเราทันทีที่เริ่มเปิดบทสนทนากับชายคนหนึ่ง – ‘ดี เจอร์ราร์ด’ (D Gerrard) สวมหมวกปีกกว้างใบเก่งที่เขาฝึกควงมันด้วยท่วงท่าเท่ ๆ จนชำนาญ สวมเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกายที่ส่วนใหญ่เป็นสีดำ ความ ‘เข้ม’ ของเอาต์ฟิตติดฮิปเหล่านั้นดูทั้งแตกต่างและเข้ากันได้ดีกับท่วงท่าแบบนักดนตรี ยามสองมือเกากีตาร์โปร่ง ใบหน้าปรากฏรอยยิ้มระหว่างเปล่งเสียงร้องเพลง

‘ไม่เหมือนใคร’, ‘Galaxy’, ‘นักวิทยาศาสตร์’ และ ‘โลกคู่ขนาน’ คือเรื่องเล่าในรูปแบบเสียงดนตรีที่ชายคนนี้เล่นสด ๆ ให้ทีมงาน The People ได้ฟัง‘บิ๊ก – อุกฤษ วิลลีย์ บรอด ดอนกาเบรียล’ หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ D Gerrard คือนักดนตรีวัยเลขสองตอนปลายที่มีเรื่องราวส่วนตัว ‘ไม่เหมือนใคร’ เช่นเดียวกับบทเพลงที่เขาร้อง ราวกับว่าทุกอย่างในชีวิตของ ‘บิ๊ก’ นั้น ‘บิ๊ก’ หรือใหญ่สมชื่อ ไม่ว่าจะเป็น ‘BIG LIFE’

วัยเด็กที่มีรอ-ยแ–ผ-ลใหญ่เป็นการถูกบู-ล-ลี่-, ‘BIG LOST’ วัยคะนองที่หลงเดินทางผิ-ดด้วยการหันหน้าเข้าหาอบา-ยมุ-ขและพลิ-กจากคนที่ถูกก-ลั่-น-แก-ล้ง เป็นตัวตั้งตัวตีในการแ-กล้-งคนอื่น, ‘BIG CHANGE’ การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ เมื่อเด็กหนุ่มเลิ-กพฤติกรรม-ไ-ม่-ดีทั้งหลาย แล้วหันมาคว้าไมค์ จับกีตาร์ และตั้งใจว่าจะให้เสียงดนตรีนำทาง ไปจนถึงบิ๊กสุดท้ายก็คือ ‘BIG DREAM’ เพราะความฝันบนเส้นทางดนตรีของชายคนนี้มีอยู่ว่า

“ผมจะสร้างดนตรีแนว D Gerrard”D Gerrard (อ่านว่า ดี เจอร์ราร์ด) หรือ บิ๊ก – ไบรอัน เจอร์ราร์ด อุกฤษ วิลลีย์ บรอด ดอนกาเบียล เป็นนักร้องชายสไตล์ฮิปฮอป ที่มีชื่อเสียงมาจาก การเป็นหนึ่งในผู้เข้าแข่งขันในรายการ ดิ เอ็กซ์ แฟกเตอร์ ไทยแลนด์ (The X Factor Thailand) เมื่อปี 2560

โดยมีผลงานเพลงเพราะและประสบความสำเร็จไม่ว่าจะเป็น กาแล็คซี่ (GALAXY), กลัวแฟน (feat. เจนนิเฟอร์ คิ้ม), แมงเม่า, บ้านนอก, Casanova Boy , Hey Baeบิ๊ก D Gerrard มีคุณพ่อเป็นลูกเสี้ยวโปรตุเกส – ศรีลังกา และมีคุณแม่เป็นคนไทย บิ๊กเกิดที่จังหวัดกรุงเทพ ก่อนจะย้ายไปอาศัยอยู่กับคุณยายที่จังหวัดพัทลุง แล้วค่อยย้ายกลับที่กรุงเทพเพื่อเรียนด้านการศึกษา

บิ๊ก D Gerrard จบการศึกษาระดับมัธยมศึกษาจากโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ต่อมาบิ๊กสามารถสอบเข้าไปเรียนในภาควิชาธรณีวิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และเข้าเรียนเป็นเวลาสองปี ก่อนจะย้ายมาศึกษาต่อที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ ภาคอินเตอร์

เล่าถึงชีวิตในวัยเด็ก อะไรที่หล่อหลอมให้บิ๊กเป็นบิ๊กในปัจจุบันD Gerrard: ผมเคยเป็นเด็กที่ร่าเริงนะ ผมรู้สึกว่าชีวิตมันสวยงาม มันร่าเริง มันสนุก เป็นเด็กช่างถามตั้งแต่เด็ก อยากรู้อยากเห็น อยากรู้ว่าสิ่งที่มันเกิดขึ้นรอบ ๆ ตัวคืออะไร หลอดไฟมีไว้ทำอะไร ทำไมต้องมีรถ หรือว่าอะไรอย่างนี้ ผมจะชอบตั้งคำถามจนพอได้เข้าโรงเรียนแล้ว เราก็รู้สึกว่าเฮ้ย! นี่แหละ เป็นที่ที่เราจะได้ถามได้อย่างเต็มที่

แต่พอผมได้เข้าไปตรงนั้น ไอ้ความร่าเริงของผมมันเริ่มหายไป มันกลายเป็นความเงียบข-รึ-ม เพราะว่าจากบรรยากาศรอบ ๆ ตัว ผมอยู่ในโรงเรียนที่เป็นโรงเรียนคนจีน แล้วในสมัยก่อน ไม่รู้ว่าสมัยก่อนกับสมัยนี้ต่างกันหรือเปล่านะ แต่ว่าสมัยก่อนโรงเรียนนี้จะมีการเห-ยี-ย-ดกันเรื่องของผิ-ว สี-ผิ-ว-ของผมทำให้เราถูกมองเป็นตัวประ-หล-าด

ตั้งแต่แรกทั้งจากสายตาเพื่อนและครู แล้วจากที่ผมเล่าไปว่าตัวเองเป็นเด็กช่างถาม คุณครูก็บอกว่าถ้าคุณอยากรู้อะไรก็ถามได้นะ แต่กลายเป็นผมถาม ผมอยากรู้มากเกินไป มันกลายเป็นว่าผมเหมือนอยากจะทำตัวโดดเด่น อะไรอย่างนี้มันถูกมองในสายตาของคนรอบ ๆ ข้างหรือเพื่อน ๆ

อีกส่วนหนึ่งก็คือมันเริ่มจากการที่ผมเป็นผู้ชาย แต่ผมมีจริตจะก้านคล้าย ๆ ผู้หญิง ผมไม่รู้เหมือนกันนะว่าทำไมผมถึงเข้ากับเพื่อนผู้ชายไม่ได้เลย ผมจะแบบว่าไปอยู่กับกลุ่มเพื่อนผู้หญิง แล้วพอไปอยู่กับกลุ่มเพื่อนผู้หญิงเลยกลายเป็นโดน b–ul-l-y อีก เฮ้ย! มึ-งอยู่กับผู้หญิงว่ะ อย่างนู้นอย่างนี้ โดน -b-u-ll—–y เรื่อ-ง–สี—ผิ-วไม่พอ ยังโด–น- -b—u-ll-y-

เรื่องการที่เราจะเข้าสังคมอีกหรือคบกับใครอีก แล้วคราวนี้ก็โดน-แก-ล้-งครับ พอผมโดนพวกผู้ชายแกล้งเสร็จปุ๊บ ก็แน่นอนว่าไม่มีใครอยากจะยุ่ง เพราะเขาก็กลัวที่จะมีเอี่ยวกับการแก-ล้-งนั้น นึกออกไหม ผมก็เลยกลายเป็นถูก is-ola-te-d โดนท-อดทิ้-งจาก-เพื่อน-ทั้งผู้ห-ญิ-งแล้วก็ผู้ช-าย เพราะเขามองว่าเรามันตลก เหมือนเป็นที่ระบ-ายอ-าร-มณ์

ผมไม่รู้นะ ผมรู้สึกอย่างนี้ ผมรู้สึกว่าเขาหาความไม่เพอร์เฟกต์ที่มากกว่า เพื่อมาเติมเต็มความไม่เพอร์เฟกต์ของเขาเอง ผมรู้สึกอย่างนี้ คือคนที่กลั่-นแ-กล้ง-เรา จริง ๆ แล้วส่วนตัวมันไม่มีใครเพอร์เฟกต์เลย แต่ว่าเขากำลังมองหาสิ่งที่มันเป็นปมหรือจุดที่เขาจะโยนใส่ได้ ผมก็คือจุดจุดนั้น ผมคิดอย่างนี้นะ หรือไม่เขาอาจจะแค่อยากสนุก หรือว่าอยากระบายอารมณ์

เพราะว่าเขาเค-รีย-ดมาจากพ่อแม่ ขอตังค์แล้วพ่อไม่ให้อะไรอย่างนี้ แต่ผมก็คือคนนั้นที่ต้องโดนรับอะไรอย่างนี้ การที่ผมไม่มีเพื่อนแล้วเราทำไง เราก็ไปอยู่กับหนังสือ พอผมอ่านหนังสือเยอะ ๆ ก็กลายเป็น ge-e-k อีก g-ee-k- ก็โดน b-u-lly อีก คือเป็นอะไรก็ผิด จริง ๆ ถ้าเขาอยากให้เราผิ-ด เป็นอะไรก็ผิ-ดมีช่วงหนึ่งที่ชีวิตเคยหลงทาง ?

D Gerrard: พอไม่มีเพื่อน เราก็ไม่อยากไปโรงเรียน เราไปที่ไหนตอนนั้น ร้านเกมครับ เราเก-ลียดโรงเรียน คือจริง ๆ ไม่ได้เกลีย-ดการเรียนนะ ผมชอบความรู้ ผมรักความรู้ ผมอยากมีความรู้ แต่ว่าผมไม่ชอบสังคม ผมเลยไปอยู่ร้านเกม ผมก็ติด Dota ช่วงนั้นจนมีเพื่อนอยู่ในร้านเกมนั่นแหละ ก็คือเป็นเด็กแถวบ้าน เป็นเด็กในละแวกนั้น เขาก็มานั่งเล่นเกมกับเรา ถามเราว่าเฮ้ย!

ทำไมไม่ไปเรียน เคยเล่-นย-าเป-ล่า เคยทำอย่างนี้เปล่า เคยดูดอันนี้เปล่า ด้วยความที่เราไม่รู้เราก็เลยลองหมดเลย ซึ่งผมก็ลองมาหมดทุกอย่างแล้วที่มันมี แต่ก็ลองเพราะว่าเราอยากมีสังคม ตอนนั้นยังเด็กยังคิดไม่ได้ อยากโชว์อยากจะรู้ว่าเฮ้ย! หรือว่านี่คือสังคมวะ นี่คือหนึ่งในสังคมที่อาจจะเป็นที่ของเราหรือเปล่า ผมกำลังหาที่ของผม ณ ขณะนั้น แต่มันไม่ใช่ สุดท้ายแล้วผมก็มาเจอครับว่ามันคือดนตรี พอผมเล่นดนตรี คนหยุดแล้วฟังผม หยุดแก-ล้งผ-ม กลายเป็นแบบนี้หรือว่าเราต้องร้องเพลงคนถึงจะเย็นลงถึงจะมีความสุข

ผมสนใจดนตรีมาตั้งแต่เด็กเลย คือที่บ้านผมเป็นคนชอบสังสรรค์ ชอบร้องคาราโอเกะ ชอบปาร์ตี้ เขาก็จะร้องคาราโอเกะกัน ผมเลยได้มีโอกาสได้ร้องด้วย พอได้ร้องแล้วก็รู้สึกว่าทำไมคนเขาสนใจเราจังเวลาที่เราร้องเพลง มันมีอะไรที่มันแตกต่างจากคนอื่น แล้วมันก็เลยเหมือนมีบทบาทเข้ามาในชีวิตได้เรื่อย ๆ

บวกกับแม่ผมส่งให้ผมไปเรียนแซกโซโฟน เพราะผมเป็นคนอ่อนแอตั้งแต่เด็ก มีโร-คประจำตั-วเยอ-ะ- โร-คหอ-บหื-ด-ภู-มิ-แพ้ ผมเข้าโรง-พย-าบาลบ่อ-ย- เป็นหอ-บแบบหนั-กม-าก ต้องใช้เครื่องพ่-น เขาก็เลยส่งไปเป่าแซกฯ เข้าวงโยฯ แล้วก็เล่นกีตาร์ อันนี้ต้องขอบคุณคุณแม่ที่มองเห็นว่าดนตรีอาจจะช่วยเราได้ แล้วมันก็ช่วยได้จริง ๆ

ผมพยายามจะหลีกเลี่ยงอะไรที่มันมีข้อเสียเยอะ ๆ เราต้องการที่จะอย่างที่บอกว่าต้อง better ขึ้นในมุมมองต่าง ๆ เพราะฉะนั้น เรื่องนี้เป็นสิ่งที่เราต้องหลีกเลี่ยง เรารู้ว่าสิ่งนั้นไม่ดี เราก็ต้องไม่ทำสิ่งนั้นดิ เราต้องไปทำอะไรที่ทำให้คนมันมีความสุขดิ ก็คือเล่นดนตรี ผมก็เลยไปอินกับดนตรีจัด ๆ เลยยาว ๆ เลย ทำอย่างไรกว่าที่จะมาเป็น D Gerrard ในทุกวันนี้

D Gerrard: ฝึกฝนครับ ผมอุทิศตน ผมรู้ว่าการร้องเพลงมันไม่ใช่แค่การร้องเพลง แล้วเราจะร้องยังไงให้มันมีจุดโดดเด่น ในขณะที่ทุกคนบนโลกนี้ก็ร้องเพลงกันเยอะแยะไปหมดเลย เราจะสร้างอัตลักษณ์ขึ้นมายังไง สร้างเอกลักษณ์ของเราขึ้นมายังไง ขั้นแรกเราต้องมีสกิล มีพื้นฐานที่แข็งแกร่งก่อน ถ้าเรามีพื้นฐานที่แข็งแกร่งในด้านนั้น ๆ

เราจะสามารถต่อยอดไปทำในด้านอื่น ๆ ได้ พอผมเริ่มร้องเพลงเป็น ผมเริ่มรู้ว่ามีสไตล์ในการร้องแบบไหน เราก็ฝึกไปตามสิ่งที่มันเป็น ผมก็นั่งเหมือนฝึกวิชาเลย แล้วพอร้องเพลงได้แล้ว เราไม่อยากร้องเพลงคนอื่นแล้ว อยากเขียนเพลงเอง ลองเขียนเพลง ลองเขียนเรียงความไง เหมือนตอนที่เราเด็ก ๆ แค่นั้นเอง แต่แค่มา adapt ใส่เมโลดี้

ลองศึกษาว่าโครงสร้างของเพลง เราฟังเพลงเยอะนี่ ใช่นี่คือข้อดีของเราฟังเพลงเยอะ โอเคดูว่าเพลงที่เขาเป็น ๆ กันมันมีโครงสร้างแบบไหน เรามานั่งวิเคราะห์เป็นเพลง ๆ ไป ผมจะเริ่มจากอย่างนั้นก่อน ฝึกฝนอุทิศตนให้เวลากับมัน หลังจากนั้นมันก็จะ prove เราเอง เราไม่ต้องวิ่งหาความสำเร็จ แต่ถ้าเรารักในสิ่งที่ทำ เดี๋ยวความสำเร็จจะวิ่งมาเองแต่งเพลงแรกตอนอายุเท่าไร

D Gerrard: โอ้โฮ น่าจะประมาณสิบสามปี ตอนนั้นเขียนให้แม่เขียนเป็นเพลงวันแม่ อะไรที่ทำให้ตัดสินใจไปประกวดร้องเพลงที่ The X Factor D Gerrard: จริง ๆ เจตนาแรกของผมที่ไปประกวดคืออยากให้ยายเห็นผมในทีวี ไอ้ความเป็นศิลปินอะไรนี่ยังไม่ได้มีขนาดนั้นเลย ในใจลึก ๆ ก็แค่ถ้าได้ก็ดีนะ ถ้าได้เป็นศิลปิน มีคนเรียกเราว่าศิลปิน มันก็คงคูลดี เท่ดี อาจจะเป็นการ prove ไปในอีกระดับหนึ่งได้ แต่หลัก ๆ

คือตอนนั้นผมเพิ่งบวชมา แล้วผมก็เห็นยายชอบดูทีวีมากเลย ไม่สนใจเลย ดูแต่ทีวีทั้งวัน ๆ แล้วผมก็เลยคิดในใจเฮ้ย! ถ้าเกิดว่าเราวึ่บลงมาอยู่ในทีวี ท่าด้า…อะไรอย่างนี้ให้ยายเห็น ก็น่าสนใจ ผมอยากจะทำตรงนั้นไง แล้วผมก็เลยทำแค่นั้น แล้วมันก็เหมือนต่อยอดมาเอง สิ่งที่ยังอยากไปให้ถึง

D Gerrard: อันนี้เป็นสิ่งที่ผมเคยพูดไว้นานแล้ว แล้วผมพยายามตั้งใจไว้แบบนั้น คือผมอยากทำเพลงไทยภาษาไทยเลยนะ ถูกร้องโดยคนต่างชาติ ผมอยากให้เพลงไทยเป็นเพลงที่ฮิตในระดับโลก ผมอยากทำตรงนั้นให้ได้ ผมเชื่อว่าเมโลดี้มันคือสิ่งที่ทำลายเส้นแบ่งของภาษา เชื่อไหมผมฟังเพลงอนิเมะ ผมร้องเพลงอนิเมะเป็นภาษาญี่ปุ่นได้ โดยที่ผมไม่รู้ว่ามันแปลว่าอะไรบ้าง เขาทำให้ผมร้องได้จริง ๆ แล้วทำไมผมจะทำให้ภาษาไทยให้คนต่างประเทศร้องไม่ได้ แต่ว่ามันยาก ผมพยายามอยู่ แล้วผมก็จะลองทำต่อไป ผมพยายามจะหาเมโลดี้ที่แข็งแรงมาก ๆ พอที่จะตีหัวคนทั่วโลกได้ นั่นคือสิ่งที่ผมพยายามทำอยู่ แล้วผมกำลังเคี่ยวมันอยู่ ก็ต้องลองดูต่อไป

About ดาวพระศุกร์

View all posts by ดาวพระศุกร์ →