สวยในเวอร์ชันตัวเอง!!“ลูกเป็ดขี้เ หร่โกอินเตอร์”

ภูมิใจ..สวยในเวอร์ชันตัวเอง!! “นางแบบลู-กเป็ -ดขี้-เ -หร่โกอินเตอร์”

“หน้าเ-หลี่ยม-ผิ-ว-ดำ-สูงเห-มือนเ-ปร-ต” สารพัดคำดูถูกที่ผู้หญิงคนนี้ได้รับ แถมวัยเด็กโ-ด-นคนในหมู่บ้าน เ-ปรี-ยบเที-ย-บเอาสนุ-ก ว่าหน้าตาแบบนี้ คงไม่ได้ค่าสิ-นส-อด! หนำซ้ำโด-น-ป-ฏิเ-สธ-ง-านมานับไม่ถ้-ว-นเพราะหน้าตาไม่แ-พ-งแต่ปัจจุบันสาวอีสานคนนี้

ได้สร้างชื่อให้แก่ตัวเองจนโด่งดังในฐานะนางแบบที่มีผลงานระดับ“โกอินเตอร์”แต่กว่าจะมีวันนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะชีวิตเธอเปรียบดั่งช็อกโกแลต ที่ต้องรอวันพิสูจน์ตัวเองสารพัดคำถู-ก-บู—ล-ลี่ “เรื่องสี-ผิ–ว”และ “รู-ปลั-ก-ษณ์ห-น้า-ต-า”ของผู้หญิงคนนี้

ที่เธอโ-ดนยั-ดเยี-ย-ดคำด่-ามาตลอดชีวิต หนำซ้ำเคยไปประกวดนางแบบเวทีดัง ก็โด-นปั-ดต-กตั้-งแต่รอบแรกๆ อีกทั้งเคยเผชิญความย–ากลำ-บ-ากต้องขา-ยน้ำมะพร้าว ริ-ม-ทาง ทำงานสารพัดช่วยหาเงิ-นให้ครอบครัว

แต่ไม่ได้มีอะไรทำ-ล-า-ยเธอได้ กลับยิ่-งสตรองอย่างน่าเหลือเชื่อ เพราะเจ้าของเครื่องหน้าสุดเก๋อย่าง “โอปอล์-พิไลวรรณ พิมพ์ภูลาด” นางแบบไทยอินเตอร์  ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าความฝันในการเป็นนางแบบของเธอ

ก็บรรลุผลสำเร็จ จนกลายเป็นงานระดับโลกมาแล้ว“ถามว่าหนักไหม มันอาจจะเป็นคำอีสานค่ะ คำพูดอีสานที่แปลว่าอีแหล่ ก็จะเจอประจำแต่ว่าคนพูดจะเป็นญาติๆ ของเรานี่แหละ เวลาพูดอาจจะพูดในเชิงเอ็นดู อีแ-ห-ล่ ตอนเด็กๆ ก็จะเจอคำอย่างนี้

รู้ว่าผู่ใหญ่อาจจะเรียกด้วยความเอ็นดู แต่มันกลายเป็นว่ามันเป็นการแบ่งมาตรฐาน แบ่งให้มันเห็นชัด ว่าแบบนี้คืออย่างนี้ ซึ่งถามว่าเรารู้สึกโอเคไหม ที่มีคนบอกว่าอีแ-ห-ล่ ถึงแม้ว่าจะเป็นคำพูดที่เอ็นดู

แต่มันเหมือนมีความรู้สึกของการแบ่งแยก ในความรู้สึกของเรา ซึ่งมันกลายเป็นว่าสิ่งนี้มันเป็นจุดที่แม้จะเป็นจุดเล็กๆ แต่มันทำให้คนๆ หนี่ง มันเกิดการต้องคำถามแบบนี้ในใจ

จากที่โอปอล์ไปพูด พอมีคนแชร์เรื่องราวของโอปอล์ไป กลายเป็นว่าเกือบครึ่งค่อนประเทศที่เขาแชร์ มันทำให้เป็นเสียงสะท้อนว่า เฮ้ย! มันมีแบบนี้ในสังคมไทย ไม่ใช่ส่วนน้อยนะ แต่ครึ่งของประเทศเลยที่เขาเจอปั-ญห-าแบบเรา

อย่างที่บอกไม่เคยที่จะไป A-n–t-i (การ-ต่-อต้-าน) ใคร ในเรื่องของศั-ล-ยก-ร—ร-ม คือ เป็นความสุขของแต่ละคน แต่แค่อย่าเอาคนที่เขาเกิดมาตัวดำ เกิดมาที่อาจจะไม่ใช่พิมพ์นิยม หรือในเรื่องของรูปลักษณ์ อย่าไปวิพ-า-กษ์วิ-จา-ร-ณ์เขา แต่ให้มองเขาว่า เขาเป็นอีกความหลากหลาย เป็นอีกสีสันหนึ่งของสังคมก็ได้

ในเรื่องของค่า-นิ-ย-มของสังคมไทยที่มันเปลี่ยนไปในทิศทาง ที่มันดีขึ้นกว่าเมื่อก่อน คือ ไม่ได้เหมือนตอนนี้นะคะ ตอนนี้รู้สึกว่ามันเปิดมากขึ้น แต่เมื่อก่อน เมื่อหลาย 20 กว่าปีก่อน มันไม่ได้เป็นแบบนี้ มันเป็นอีกความรู้สึกหนึ่งค่ะ”

แม้รูปร่างที่สูงและใบหน้าอันเป็นเอกลักษณ์ จะเป็นใบเบิกทางให้เธอก้าวสู่วงการนางแบบในระดับโลกได้ แต่ในอดีตนั้น กลับเป็นสิ่งที่ถูกคนรอบข้างรังแกด้วยคำพูดต่างๆ เพียงเพราะเธอ“ต่าง” จากคนอื่น ทำให้เธอกลายเป็นคนข-า-ดควา-มมั่นใจ

“มีครั้งหนึ่งเขาจะเปรียบเทียบ ชาวบ้านเขาจะพูดกันว่าลูกสาวคนโต ลูกสาวบ้านนี้-ดำม-ากเนอะ คงจะไม่ได้ค่าสินสอ-ด เราก็นั่งอยู่ในนั้น เราก็อยู่กลางวงนั้น

เขาบอกว่าคนน้องขาว จะได้สิ-น-ส-อ-ดเย-อะ ซึ่งมันก็กลายเป็นว่าสิ่งนี้มันมา-ตี-ค่า-เราแล้ว สิน-สอ–ดก็เหมือนกัน ค่านิยมอีกอันหนึ่งที่โอปอล์มองว่ามาตีค่าเรา ตีคุณค่า คือ เรื่องของสินสอด ถามว่าสิ-นส-อ-ด-มันก็เป็นวัฒนธรรมของประเทศไทย

ในเรื่องของการตอบแทนบุญคุณพ่อแม่ ด้วยค่าเรื่องดูเรามา แต่เวลาชาวบ้านเขาคุยกัน เขาจะวัดว่าสวยจะได้สินสอดแ-พ-ง- คนนี้ขี้-เห-ร่จะไม่ได้สิ-น-ส-อ-ด

กลายเป็นว่ามันเป็นเรื่องของเงินที่เกี่ยวข้องสักส่วนใหญ่ ตอนเด็กๆ ก็ไม่เข้าใจ แต่มันก็ตั้งคำถามกับตัวเอง เพราะตอนเด็กๆ เราเหมือนผ้าขาว เหมือนกระดาษที่เขาใส่อะไร แต้มเรามาก็งงๆ อยู่ในตอนนั้น

ถ้าถามว่าเคยโดนบู-ล–ลี่ หรือเรื่องของการล้อ จริงๆ คือ โดนประจำอยู่แล้วในเรื่องของการล้อ เพราะว่าเราเกิดอยู่ในสังคมต่างจังหวัด ในสิ่งแวดล้อมต่างจังหวัดอย่างเรา ก็มักจะเจอในเรื่องตรงนี้เป็นเรื่องปกติ

ยังจำได้อยู่เลย ว่าตอนที่โอปอล์ไปบ้านคุณยาย ก็จะมีชาวบ้านคุยกัน แล้วเรามักจะโดนเปรียบเทียบกับน้องหรือกับญาติที่ขาวกว่าในตอนนั้น ว่าคนนี้ขี้เหร่เนอะ คนนี้ดำ คนนี้ขาว คนนี้สวย ซึ่งตอนนั้นมันเหมือนสังคมบรรทัดฐานเขาตีกรอบให้เราไปแล้วในตอนนั้น

ตอนนั้นเราก็ยังเด็กๆ อยู่ เราแทบจะไม่รู้เรื่องอะไรด้วยซ้ำ รู้แค่ว่าใครมายัดเยียดอะไรให้เราในตอนนั้น เราก็ยังงงๆ เราก็ยังไม่เข้าใจ ในตอนนั้นก็มีคำถามให้กับตัวเอง แต่ว่าเราก็ไม่มีสิทธิ์ที่จะโต้ เพราะว่าด้วยความรู้สึกเรา คือ สิ่งแวดล้อมเราเป็นแบบนั้น พลังหรือ Power มันแทบจะไม่มีในตอนนั้น

เราก็ได้แต่เงียบ และให้ปล่อยผ่านไป แต่มันก็เกิดการตั้งคำถามในใจมาจนโต ในเรื่องของค่านิยมสังคมไทย มันก็เป็นจุดๆ หนึ่งที่โอปอล์ก็เข้าใจน้องบางคนที่เขาเป็นเหมือนเรา เขาเคยรู้สึกเหมือนเรา แล้วน้องเหล่านั้น

เขาก็ทักมาหาเรา ทักมาเป็นข้อความยาว แล้วบรรยายความรู้สึกที่เขาเจอในตอนนั้น มันก็ทำให้กลายเป็นว่า เราเป็นอีกเสียงเล็กๆ เสียงหนึ่ง ที่เปล่งออกมา ที่เป็นกระบอกเสียง เป็นตัวแทนของเสียงเล็กๆ เหล่านั้นที่เขาเคยโดนเหมือนเรา”

ปฏิเสธไม่ได้ว่า สิ่งที่พบเจอและคำดูถูกสารพัด ทำให้โอปอล์ตั้งคำถามกับสิ่งที่เกิดขึ้น และกลายเป็นเรื่องที่ติดค้างภายในใจว่า รูปลักษณ์ที่ไม่เป็นตามพิมพ์นิยมเช่นเธอนั้น อาจเป็น “สิ่งที่ผิด” ในสังคมบ้านเรา

“มันก็มีในใจลึกๆ เรารู้สึกว่าเราเกิดการตั้งคำถามให้กับตัวเอง ตั้งคำถามแบบนี้ให้กับสังคม ว่าถ้าเราเป็นแบบนี้ เราผิดเหรอ หรือ ถ้าเราเป็นคาแรกเตอร์แบบนี้ เป็นรูปร่างแบบนี้ คือ เราไม่สามารถที่จะอยู่ได้ดีมีความสุขเหรอ ในตอนนั้นมันก็เกิดการตั้งคำถาม แต่เราก็ไม่ได้ตอบโต้ไม่ได้อะไร เพราะเรารู้ว่าบางทีเขาอาจจะปรารถนาดีกับเรา ในการแนะนำ

แต่แค่ว่าเราอยากแค่เป็นเราในเวอร์ชั่นเราแค่นั้นเอง เราอยากมีความสุขแบบนี้ แต่เราก็ไม่เคยที่จะไปบู-ล–ลี่คน-ศัล–ย-ก-ร-ร-ม เราก็ไม่เคย เพราะว่าแต่ละคนก็มีในเรื่องของสิทธิ์ ในร่างกายมีเท่ากันอยู่แล้ว แต่เราอยากอยู่ในเวอร์ชั่นเราแบบนี้ได้ไหม

แต่อย่าเอาเราไปเปรียบเทียบกับคนอื่นได้ไหม คือ ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างใช้ชีวิตไป”อย่างไรก็ดี หนึ่งในผู้ที่เคยมีประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับการถูกรังแกผ่านคำพูดมาตั้งแต่เด็กจนโต โดยเรื่องที่ถูกล้อเลียนมากที่สุด คือเรื่องรูปลักษณ์ใบหน้า

เมื่อย้อนกลับไปเรื่องราวชีวิตของเธอนั้น กว่าจะมาถึงจุดที่หลายคนต่างยอมรับได้ บอกเลยว่าไม่ใช่เรื่องง่าย ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มตลอดการให้สัมภาษณ์ แน่นอนว่าเบื้องหลังก็ต้องมีมุมเ-ศ-ร้-า เธอบอกว่าเคยผ่านการถูกเปรียบเทียบมาตั้งแต่เด็ก และได้รับแรงก-ด-ดันกลายเป็นบ-า-ดแ-ผ-ล-ลึ-ก

“ถามว่าเ-ฟ-ลไหม ตั้งแต่เด็กเลยค่ะ คือ ตั้งแต่เด็กโอปอล์เป็นคนที่ไม่กล้าแสดงออก ไม่กล้าแม้กระทั่งจะพูด หรือรู้สึกอะไร ไม่กล้าที่จะพูดออกมา ไม่กล้าที่จะไปอยู่หน้าชั้นเรียน เพราะคำๆ เดียว คือ คำว่า รูปร่างอย่างนี้มันนอกสายตา ถึงเขาไม่ได้บอกออกมาเป็นคำพูด แต่สายตา มาตรฐานที่เขาวัด

มีอยู่ครั้งหนึ่งที่โอปอล์ไปซื้อของ แล้วเจ้าของร้านเขาเป็นวัยรุ่น เป็นผู้ชาย ผู้หญิงสวยๆ ไป เขาจะพูดดีด้วย แต่เรา-ดำ-มิ–ดไป เขาพูดเหมือนจะไม่ได้ต้องการที่จะข-า-ยของให้เรา มันเหมือนกลายเป็นว่าเราไปซื้-อ มันเหมือนสายตาที่มอง มัน 2 มาตรฐานอย่างเห็นได้ชัดเจน

เราไม่ได้คิดไปเอง แต่เราไป แล้วเราเจอเหตุการณ์นั้นจริงๆ แล้วมีเหตุการณ์หนึ่งที่โอปอล์เจอ คือ ตอนสงกรานต์ เรานั่งมอเตอร์ไซต์ไป คือ ไปสงกรานต์จะไปเล่นสนุกๆ ก็เจอคำพูดเป็นแก๊งวัยรุ่นผู้ชาย เขาก็มามองที่เรา แล้วพูดว่า โอ้ย!

ไม่อยากทาแป้งใส่หรอก เสี-ยด-ายแป้ง กว่าจะขาวคงจะหมดแป้งไปหลายกระป๋อง ซึ่งเขาก็ขำขันกัน สนุกสนานกัน แต่คนที่โดนแบบเรามันไม่ค่อยขำเท่าไหร่ เพราะมันกลายเป็นว่าเรื่องราวของเรา มันเป็นเรื่องโจ๊กของคนอื่น

มันก็ไม่อยากมีใครเป็นเรื่องสนุกสนาน เรื่องโจ๊กๆ ของคนอื่น”เพราะขาดความมั่นใจ และถูกสังคมรอบข้างกดลงไป ส่งให้เธอเลือกที่จะเก็บซ่อนความพิเศษของตนเองไว้แทน

“ถามว่าก้าวผ่านย-ากไหม ยากมากค่ะ เพราะเราเจอมาตั้งแต่เด็กๆ พอเราเจอมาตั้งแต่เด็ก มันกลายเป็นว่าเราเป็นคนไม่กล้าพูด ไม่กล้าแสดงออก ไม่กล้าแม้กระทั่งพูดอยู่หน้าชั้นเรียน เป็นคนเงียบๆ เป็นคนที่ไม่กล้-าฉายแสงพูด หรือเปล่งพลัง หรือรู้สึกอะไรข้างใน ไม่กล้าที่จะพูดออกมา

มันเป็นตั้งแต่เด็ก เพราะว่าด้วยค่านิยมตรงนี้ที่มันกดเราอยู่ ด้วยสิ่งแวดล้อมที่เขามองว่า ด้วย 2 มาตรฐาน ด้วยสายตามันทำให้เราต้องก้าวผ่านตรงนี้ ใช้เวลาตั้งแต่เด็กจนโตมา 18 ปี กว่าที่จะมาเรียน เข้ามหาวิทยาลัย ตอนที่เราตรงนั้นเราเป็นคนที่เงียบๆ ไม่มีบทบาทอะไร

คือ ไม่กล้าที่จะพูดอะไรออกมาเลย เพราะด้วยความมั่นใจของเรา มันโดยรอบข้างกดลงไป แล้วด้วยคำพูดอะไรหลายๆ อย่าง ก่อนที่เราจะมาเป็น model เราก็โดนเหมือนกัน เคยไปประกวดเวที model ในประเทศเรา คือ เราไป เหมือนไปผิดเวที เหมือนไปผิดที่

สายตาจะบอกว่ายังกล้ามาประกวดอีกเนอะ ถามว่าใช้เวลาไหม ต้องใช้เวลาเยอะมาก แต่ก็ดีใจที่เราก้าวผ่านตรงนั้นมาได้”ส่วนวิธีจัดการหรือวิธีรับมือกับคนที่เข้ามารังแกผ่านคำพูดของสาวเก่งคนนี้ เธอบอกว่าเลือกที่ปล่อยผ่าน ไม่นำกลับมาคิด เดินหน้าพิสูจน์ความสามารถของตัวเอง

“ถามว่าร้องไห้ออกมาไหม มันไม่ร้องไห้ แต่โอปอล์แค่อยากจะพิสูจน์ ให้คนที่เขาบอกว่า หน้าอย่างนี้ยังมากล้าประกวดอีกเนอะ หน้าอย่างนี้จะเป็นเหรอโมเดล หน้าอย่างนี้เหรอ… ก็อยากจะให้คนที่เคยคิดว่าเราไม่มีความสามารถ หรือว่าเคยคิดว่าเราไม่น่าทำอะไรในชีวิตนี้ได้ ให้เขาอย่างน้อยได้มาเห็นว่า เราก็มีศักยภาพ เราทำได้

คือโอปอล์ไม่ได้เอาคำเหล่านั้นมาร้องไห้ แต่โอปอล์เอาคำของเขาเหล่านั้น แล้วก็มาพัฒนาตัวเองว่า เดี๋ยววันหนึ่งเราจะพัฒนาตัวเองจนวันหนึ่งเขาจะเห็นความสามารถเรา และมองผ่านที่เขาเคยมองสิ่งที่เป็นภายนอกเรา ให้เขามองผ่านจุดนั้น แล้วเห็นตัวตนของเราข้างในจริงๆ

หรือความสามารถ หรืออะไรมากกว่าที่จะมาตัดสินใจจากข้างนอก เราจะทำให้เขาเห็น เราพูดกับตัวเองแบบนั้นในตอนนั้น แต่ไม่ได้ไป fight ไปตี ไปต่อย เราไม่ใช่สไตล์แบบนั้น แต่แค่เราพิสูจน์ด้วยความสามารถ

เรามากกว่าที่ใช้ความรุ-นแร-ง หรือคำพูดห-ย-า-บค-า-ยแบบนั้นค่ะ”ไม่เพียงแค่นั้น เธอสะท้อนปัญห-าก-ารรั-งแ-กกันในสังคม เธอบอกเล่าให้ฟังว่า ส่วนสำคัญที่ช่วยล-ดควา-มรุนแ–ร-งได้ เริ่มต้นจากตัวเราเอง

“พื้นฐานหรือความสตรองของจิตใจแต่ละคน มันมีความเข้มแข็งที่ไม่เหมือนกันอยู่แล้ว อย่างโอปอล์มีวิธีแก้ คือ โอปอล์จะเช็กความรู้สึกตัวเองเสมอ และให้กำลังใจตัวเอง พูดกับตัวเอง ให้กำลังใจกับตัวเองเสมอ

แต่บางคนเขามีพื้นฐานการรับมือไม่เหมือนกัน บางคนเขาเจอการบู-ล—ลี่ที่เรียกว่า-ป-ะ-ท-ะตัว เหมือนโดนทางร่างกายด้วย ซึ่งมันอาจจะรุ-นแ-รง-จนเกินที่เขาจะรับไหว โอปอล์มองว่ามันไม่ใช่เรื่องตลกเลยนะคะ

อย่างโอปอล์ที่เจอตอนเด็กๆ ‘สู-งอ-ย่าง-กับ-เ-ปร–ต’ มันก็เลยกลายเป็นว่าสูงอย่างเสาไฟฟ้า เพื่อนโอปอล์ก็เจอ อ้วนแล้วยังจะกล้าใส่ชุดว่ายน้ำอีก ซึ่งเพื่อนโอปอล์ที่อวบๆ ก็เจอ ซึ่งวันนี้ถ้าเขาไม่เข้มแข็งพอ ไม่สตรองพอ บางคนเขาอ-ดอาห-าร

ถ้าโดนว่า อ้วนแต่ไม่กล้าใส่บิ-กิ-นีแบบนี้ บางคนไปล-ดอ-าหาร ถ้าคนๆ นั้นเกิ-ดล้-มหมดสติไป เพราะอ-ดอ-าหารไม่กินข้าวอย่างนี้ มันเป็นตรา-บ-าป-ของคนที่พูดเลยนะคะ จนไปถึงถ้าเขาเกิดสิ่งที่เขาเรียกว่าเกิดสิ่งไม่ดีกับเขา

คนพูดนั่นแหละจะรู้สึกผิ-ดไปตลอด ก็อยากจะบอกว่าคนที่ล้อ คิดว่าเป็นเรื่องสนุกสนาน อยากให้คิดใจเขาใจเรา อยากให้คิดว่าถ้าวันใดวันหนึ่งเราเป็นแบบนี้ เราอยากให้คนทรีตเรายังไง อยากให้คนพูดกับเรายังไง ถ้าคนเราเข้าใจซึ่งกันและกัน มันจะไม่มีเลยในเรื่องของการบู-ล—ลี่

ถ้าคนเราแคร์กันสักนิด และอยู่อย่างเข้าใจกันว่า เขาเกิดมาร่างกายแบบนี้ จะให้เขาเปลี่ยนร่างกาย เรามันเกิดมามันเปลี่ยนไม่ได้ สรีระแต่ละคน อย่างโอปอล์ถ้าจะให้โอปอล์ไปอ้วนก็ไม่ได้ บางคนก็เจอนะ กินเยอะๆ ผอ-ม-แ-ห้งแรงน้อยกินเข้าไปอีก…

มันเป็นเรื่องของร่างกายแต่ละคน โอปอล์เลยอยากให้มองว่า ถ้าเรามองว่าแต่ละคนเกิดมา มันแตกต่าง มันหลากหลาย มันไม่เหมือนกัน ก็อยู่ด้วยกันให้มีความสุขก็ดีกว่าไหม หรือถ้าจะไม่รู้จะพูดอะไรก็อาจจะคุยกันเรื่องอื่นไหมโดยที่ไม่ต้องมาคุยในเรื่องของร่างกาย เพราะมันเป็นสิ่งที่มันแก้ไม่ได้ จะให้คนสูงลดต่ำลง หรือจะให้คนเตี้ยไปสูงขึ้น มันเป็นเรื่องของสรีระ ที่ถึงพูดไปมันก็เรื่องเหล่านี้ไม่ได้ มันแก้ร่างกายไม่ได้”

About ดาวพระศุกร์

View all posts by ดาวพระศุกร์ →