X

เด็กหนุ่มที่เคยเป็นผู้พ่า ยแ พ้จนถึงกับชิน

เด็กหนุ่มที่เคยเป็นผู้พ่-า-ยแพ้จนถึงกับชิน

 

นนท์–ธนนท์ จำเริญ กำลังร้องเพลง PLAY กับวงดนตรีแบ็คอัพที่ทำงานด้วยกันมาตลอดในห้องซ้อม เสียงร้องและดนตรีแทบไม่ต่างจากเพลงที่ผ่านกระบวนการอัดอย่างพิถีพิถัน เว้นแต่ลีลาลูกเล่นของน้ำเสียงที่พลิ้วไหวไปตามอารมณ์ของศิลปินหนุ่มเท่านั้นที่บอกว่านี่คือการร้องและเล่นดนตรีแบบสด

ช่วงเวลา 7 ปีที่นนท์เข้ามาปรากฏตัวในเส้นทางสายดนตรี เขามีดีกรีเป็นแชมป์ของ 2 รายการชื่อดัง นั่นคือแชมป์คนแรกของ The Voice Thailand พ่วงด้วยแชมป์ The Mask Singer Season 4 และยังไม่รวมกับที่หลายเพลงของเขาขึ้นอันดับ 1 ในชาร์ตจัดอันดับเพลงต่างๆ ในประเทศไทย

แน่นอนว่า ความเป็นที่ 1 เหล่านี้ไม่ได้มาเพราะโชคช่วยนนท์–ธนนท์ จำเริญ อย่างที่รู้กันว่า นนท์คือเด็กหนุ่มที่เคยเป็นผู้พ่-ายแ-พ้จนถึงกับชิน แต่ไม่เคยยินยอมให้ความท้อแท้มากีดขวางเส้นทางความฝัน ด้วยความรักจากครอบครัวหล่อเลี้ยงให้เขามุ่งมั่นและพยายาม

จนสุดท้ายความพ่-ายแ-พ้ยอมหลีกทางให้กับความสามารถอันโดดเด่นจนไม่มีใครปฏิเสธได้นอกเหนือจากผลงานที่พิสูจน์ความสามารถ เขายังมีเสน่ห์ที่ความเป็นธรรมชาติ ที่กล้าทะลึ่ง ทะเล้น เป็นกันเอง มีมุกตลกหยิกแกมหยอก เรียกรอยยิ้มและเสียงหัวเราะจากแฟนคลับทุกเวที แล้วแบบนี้ใครล่ะจะทนไม่รักศิลปินหนุ่มคนนี้ได้

เมื่อนนท์ก้าวจากห้องซ้อมออกมาทักทาย เราสัมผัสได้ถึง ‘ความเป็นนนท์’ สมคำร่ำลือ ที่ไม่ว่าจะเป็นการยืนถือไมค์พูดคุยกับแฟนเพลงบนเวที ออกรายการทีวี หรือนั่งพูดคุยตรงหน้าเราในวันนี้ เขาคือ นนท์-ธนนท์ ตัวจริง เสียงจริง ที่ไม่เคยทิ้งเสน่ห์ของตัวตนดั้งเดิมของตัวเองเลย

กดไปเลยคำว่า Start ไม่ต้องรีต้องรอให้นานเส้นทางดนตรีของเด็กชายธนนท์สุดซนเริ่มต้นเมื่อ 4 ขวบ ณ หน้าตู้คาราโอเกะของร้านอาหารห้องแถว ในวัยที่ยังอ่านหนังสือไม่ออก เด็กชายตัวน้อยจับไมค์ร้องเพลงอย่างไม่เคอะเขิน

ผมจำได้ดีว่าท้องฟ้าในวันนั้นเป็นสีเทาครั้งแรกที่ผมได้รู้จักนนท์ก็คงเหมือนกับที่ใครอีกหลายๆ คนรู้จัก นั่นคือในฐานะของ ‘นนท์ The Voice’ เผลอแป๊บเดียวจากเด็กหนุ่มเก้งก้างวัย 16 ปีในรายการวันนั้น ปัจจุบันเบื้องหน้าผมคือชายหนุ่มวัย 22 ปีที่อยู่ในวงการบันเทิงเข้าปีที่ 7 แล้ว

ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเราเห็นนนท์ปรากฏตัวตามสื่อเป็นช่วงๆ ถึงจะไม่ได้เห็นหน้าตลอดแต่ก็ไม่เคยหายไปไหนนาน อย่างตอนนี้แสงสปอตไลต์ก็ส่องไปที่เขาอีกครั้งจากการเป็น ‘หน้ากากเป็ดน้อย’ แชมป์จากรายการ The Mask Singer ในซีซั่นที่ผ่านมา

เมื่อบวกกับการขึ้นอันดับหนึ่งใน JOOX Thailand ของเพลง มีผลต่อหัวใจ ทำให้ตารางงานของนนท์ช่วงนี้แทบไม่มีเวลาว่าง พูดได้ว่าผมมาคุยกับเขาในช่วงที่ยุ่งที่สุดในชีวิต ขอบตาคล้ำ และร่องรอยเข็มน้ำเกลือบนข้อมือข้างซ้ายคงเป็นหลักฐานอย่างดีถึงความเหนื่อยล้าในช่วงนี้ดูเหมือนร่องรอยต่างๆ

จะเป็นอุปสรรคในการชวนใครคนหนึ่งคุยเรื่องยากๆ แต่ก็อย่างที่บอก ผมคิดว่าบรรยากาศสีเทาในตอนนี้ช่างพอดิบพอดีกับบทสนทนาที่ผมอยากจะให้เกิดขึ้นระหว่างเราสองคนวันนี้ผมอยากมาคุยกับนนท์ในเรื่องของความพ่า-ยแ-พ้และความเป็นมนุษย์

การสนทนาหนึ่งชั่วโมงครึ่งต่อจากนั้นเป็นเครื่องยืนยันว่าผมคิดถูกหลังจากถอดหน้ากาก ดูเหมือนนนท์กลับมาอยู่ในสปอตไลต์อีกครั้งก่อนหน้านี้งานเราก็ค่อนข้างหนักครับ แต่ส่วนใหญ่จะเป็นงานอีเวนต์

มีไปออกรายการเพื่อให้ทุกคนได้เห็นหน้าอยู่บ้าง คือไม่ได้หวือหวา ซึ่งเราก็ไม่ได้อยากให้มันหวือหวาอยู่แล้ว แต่พอเปิดหน้ากากมาก็หนักขึ้นมากเลย มีงานทุกวัน วันละ 3-4 งาน หวือหวากว่าที่เราคิดไว้มาก

ในวงการบันเทิงถ้าหวือหวาก็น่าจะแปลว่างานเยอะ คนรู้จักเราเยอะขึ้น ทำไมนนท์ถึงไม่ได้อยากให้ตัวเองหวือหวาล่ะผมรู้สึกว่าถ้ายิ่งสว่างมาก เงายิ่งชัด ถ้ากราฟยิ่งสูงยิ่งเห็นจุดแตกต่าง ด้วยอายุของเราเรายังไม่รีบ

อยากจะเรียนรู้ไปแบบนิ่งๆ แบบนี้ พยายามใช้เวลาฝึกตัวเองตลอด ผมเลยไม่ค่อยชอบความหวือหวา มันทำให้เราถูกจับตามองเยอะโดยส่วนตัวเราเข้าวงการมาเร็วมาก เข้ามาตอนที่ยังเป็นหนอนด้วยซ้ำ ไม่ใช่ดักแด้หรือผีเสื้อ

ชื่อเสียงในตอนนั้นมันทำให้ปรับตัวไม่ถูก สภาวะสุญญากาศเกิดขึ้นบ่อยครั้งมากหลังจากร้องเพลงเสร็จ เราต้องทำยังไง พูดยังไงถึงจะเท่ ยิ่งโดยธรรมชาติเราไม่ใช่คนที่จะเฟคมันออกมาได้ เลยมีบ่อยครั้งที่ความหวือหวาในตอนนั้นทำให้เรารู้สึกยากจนคิดว่ากลับบ้านก่อนดีกว่าไหม

รอโตพร้อมแล้วค่อยทำ แต่ด้วยสัญญา 3 ปีในการเป็นแชมป์ของ The Voice ทำให้เรายอมไม่ได้ ต้องเดินหน้าอย่างเดียว กลายเป็นข้อผูกมัดที่ทำให้เราสู้ อีกอย่างคือโดยพื้นฐานเราไม่ได้ชอบการร้องเพลงมาก

เราแค่รู้สึกว่าตอนร้องเพลงมันทำให้คนอื่นมีความสุข เราชอบให้คนรอบข้างมีความสุขก็เลยทำ ใครจะไปคิดว่ามันพาเรามาไกลถึงตรงนี้ ไม่ได้คาดหวังไว้นนท์ปรับตัวกับมันยังไงเวลาความคาดหวังมันถาโถมเข้ามาแบบนี้

ถ้าในช่วงแรกตอนเป็นแชมป์ The Voice ก็เหวอครับ มันเร็วมาก ผมไม่รู้อะไรเลย การได้แชมป์ The Voice มันไม่ใช่ความสำเร็จแต่มันคือจุดเริ่มต้น ชีวิตในวงการบันเทิงจริงๆ มีอะไรมากกว่านั้น

ถ้าเปรียบเป็นเกมก็คือเริ่มเข้าเลเวลจริงๆ แล้ว จบ tutorial ทั้งหมดแล้ว ฉะนั้นเราปรับตัวอะไรไม่ทันเลย 2-3 ปีแรกยังพูดไม่รู้เรื่องเลยครับ เคยไปรายการนึงแล้วพิธีกรถามคำถามยาวมากเลยนะแต่เราตอบแค่ว่า

‘ดีครับ’ เราเห็นเลยว่าเขาช็อก ไปต่อไม่ถูก เรารู้เลยว่าทำเพื่อนร่วมงานลำบาก ดังนั้นผมเลยพยายามแอ็กทีฟมากขึ้น นอกเหนือจากการซ้อมร้องเพลง เราจะใช้เวลาหลักๆ ในห้องน้ำซ้อมพูด พยายามดึงเอาด้านสนุกของตัวเองออกมาส่วนในเรื่องงาน

ที่ผ่านมาเวลาเราทำอะไรจะทำให้ดีที่สุด แต่การอยู่ในสิ่งเร้าแบบนี้มันมีอยู่แล้วครับกับคำถามที่ว่า ‘ทำแล้วมันจะดังไหม’ สารภาพว่าตอนแรกเรา lost นะ เป็นธรรมดาของเด็กเวลาโดนสิ่งเร้าก็จะไหลตามไปได้ง่ายๆ แต่พอโตขึ้นเราก็จะเรียนรู้ว่า ช่างมัน

ถ้าทำแล้วไม่ดังอย่างน้อยงานต้องดี ดังไม่ดังอยู่ที่คนดู ไม่ได้อยู่ที่เรา ความชอบเป็นเรื่องของรสนิยม มันคือสิ่งที่ฉาบฉวย เปลี่ยนได้วินาทีต่อวินาที เกิดขึ้นและดับลงได้วินาทีต่อวินาที เรามองว่าถ้างั้นก็ทำงานให้ดีเถอะ

ตอนนี้ในแง่การปรับตัวก็ไม่ได้มีอะไรมากแล้วครับ ผมโชคดีที่ได้ทำงานที่มีความเป็นตัวเองสูงมาก ทุกคนพร้อมซัพพอร์ตทั้งจากค่าย i am ครอบครัว และแฟนคลับ ต่อให้วันนี้ผมไม่ได้เป็นที่ยอมรับ มีคนเกลียด แต่ถ้าเกลียดเราที่เราเป็นเราก็โอเคนะ

ดีกว่าให้เขาชอบเราที่ไม่ได้เป็นตัวเอง อึดอัดตายเลยพอนนท์เป็นทั้งแชมป์ The Voice และแชมป์ The Mask Singer หลายคนน่าจะชินภาพของนนท์ที่เป็นผู้ชนะเหมือนกันนะ

จริงๆ ก่อนหน้านี้ผมแพ้มาบ่อยเลยครับ ที่ทุกคนเห็นมันคือสิบ หนึ่งถึงเก้าทุกคนไม่ได้เห็น เวลาสำเร็จทุกคนเห็นหมดแหละ แต่เวลาลำบากก็มีแต่พ่อแม่นะที่เห็น

ช่วยเล่าถึงความพ่า-ยแ-พ้ที่ว่าและผลของมันให้ฟังหน่อยผมร้องเพลงมาตั้งแต่ 7 ขวบ ไปประกวดหลายเวทีแต่ก็แพ้จนชิน มันทำให้เราเป็นเด็กที่ไม่มีความมั่นใจในตัวเอง เราเจ็บใจนะ
มีหลายครั้งที่เรากัดฟันร้องเพราะรู้อยู่แล้วว่าต้องแพ้

แต่เราก็พยายามหาเหตุผลมาหนุนการตัดสินใจ เรามองว่าผลลัพธ์ก็ช่างมัน อย่างน้อยด้วยข้อจำกัดของหน้าตาเราตอนนั้นมันไม่มีเวทีไหนที่คนอย่างเราจะขึ้นได้ ถ้ามีเวทีที่เขาให้เราขึ้น เราจะมองว่าเป็นโอกาสดีที่ได้พัฒนาตัวเอง

กลายเป็นว่าสมัยก่อนถ้าไปร้องเพลงที่ไหนก็ไม่ต้องรอประกาศผล กลับบ้านเลย แพ้หมด รบร้อยครั้งแพ้ร้อยครั้งเคยเจอไหม ผมเนี่ยแหละเคยเจอแล้วสำหรับผมสิ่งที่ได้เรียนรู้จากความแพ้เนี่ย ผมเข้าใจจนเบื่อแล้ว (หัวเราะ) แต่สิ่งที่เราได้จริงๆ เลยนะคือวัคซีน

เป็นภูมิต้านทานที่ทำผมเข้าใจความรู้สึกของคนแพ้ เข้าใจมากจนถึงจุดนึงที่เราชนะ เรารู้ว่าเราต้องแสดงออกยังไงโดยที่ยังห่วงความรู้สึกของคนอื่น สังเกตจากทั้ง 2 รายการก็ได้ทั้ง The Voice และ The Mask Singer

ทุกรอบที่ผมผ่านเข้ารอบ ผมจะไม่ดีใจ ผมรู้สึกว่าเราชนะได้ก็แพ้ได้ วันนี้ไม่ใช่วันของเขา วันอื่นก็เป็นวันของเขาได้ เพราะฉะนั้นแล้วด้วยอายุเท่านี้ไม่มีเหตุผลที่เราข่มใคร อีโก้ก็ไม่ต้องแบก หนักตายเลย สิ่งที่อีโก้มีให้คนคือความลำบากนะ

เพราะฉะนั้นเอาใจเขามาใส่ใจเรา แคร์ความรู้สึกของคนที่อยู่ด้วยกันดีกว่าเอาจริงๆ ชัยชนะมันจับต้องไม่ได้ ความพ่า-ยแ-พ้ก็จับต้องไม่ได้ ถามว่าตอนเป็นนนท์ The Voice เนี่ยจับได้เหรอ ไม่ได้นะ มันอยู่ในอากาศ คนอื่นยื่นให้เราทั้งนั้น หรืออย่างตอนนี้คุณคือนนท์

หน้ากากเป็ดน้อย มันก็เป็นของที่จับต้องไม่ได้ ถ้าเอาไปแบกมันจะกดชีวิตคุณ ถ้าเป็นแชมป์แล้วแต่ไม่พัฒนาอะไรเลยก็เป็นไปไม่ได้ คนรอบข้างและทีมงานทุกคนต่างหากคือสิ่งที่จับต้องได้ ชัยชนะมันเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นชั่วครู่ เหมือนพลุเลย เกิดขึ้นแล้วก็ดับไป

กลับกันเสียอีกคือมันทำให้เราลำบาก มาตรฐานเราก็ต้องสูงขึ้น ต้องขึงตัวเองไว้มากขึ้นบรรยากาศครึ้มฟ้าครึ้มฝนทำให้แสงแดดยามบ่ายถูกบดบังด้วยก้อนเมฆสีทึบ ฝนที่ทำท่าจะเทลงมาได้ทุกเมื่อสร้างความรู้สึกหม่นได้อย่างประหลาด หากถามตัวเองตอนนี้ ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าด้วยเหตุใดถึงคิดว่าบรรยากาศสีเทาทั้งหมดในตอนนั้น ช่างเหมาะกับการสนทนาระหว่างผมและ ‘นนท์ ธนนท์’ เหลือเกิน

About ดาวพระศุกร์

View all posts by ดาวพระศุกร์ →